Kasetsart UniversityThe Life Systems University
ถาม/ตอบ

ถาม/ตอบ

หน้านี้รวบรวมคำถามและคำตอบจากเวทีสัมภาษณ์และประเด็นที่มีผู้ถามอย่างจริงจัง
หมายเหตุ:
คำถามมาจากการสัมภาษณ์ในรายการ "มองโลก มองเกษตร" โดย ผศ.ดร.ปิยะ กิตติภาดากุล เป็นพิธีกร ผมเคยตอบในเทปไปแล้ว แต่เอามานำเสนอใหม่ที่นี่
Question 1
#q1
การสัมภาษณ์ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการสัมภาษณ์ผู้สมัครอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในเวทีลักษณะนี้ ทำไมท่านถึงรับปากมาให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ครับ?

ผมรับปากมาสัมภาษณ์ครั้งนี้ เพราะผมเห็นว่าในช่วงที่มหาวิทยาลัยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญหลายด้าน ผู้สมัครอธิการบดีก็ควรพร้อมอธิบายวิธีคิด วิสัยทัศน์ และวิธีตัดสินใจของตัวเองอย่างเปิดเผยครับ

วันนี้เราอยู่ในบริบทที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วมาก ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างประชากรที่คนเกิดน้อยลง การแข่งขันที่เปลี่ยนไป หรือ AI disruption ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่มหาวิทยาลัยต้องเตรียมรับมือ แม้วันนี้หลายเรื่องอาจยังไม่เกิดเต็มรูปแบบเพราะมีข้อจำกัดอยู่ แต่ผมเชื่อว่าอีกไม่นานเราต้องเผชิญมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะฉะนั้น สำหรับผม เวทีนี้ไม่ใช่เพียงเวทีของผู้สมัคร แต่เป็นเวทีของมหาวิทยาลัย ที่ช่วยให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ฟัง ได้เห็นโจทย์ร่วมกัน และได้ประเมินว่าผู้สมัครแต่ละคนมองอนาคตของมหาวิทยาลัยอย่างไร

ในมุมของกระบวนการสรรหา ผมคิดว่าเวทีลักษณะนี้มีคุณค่า เพราะช่วยให้การตัดสินใจเลือกผู้นำองค์กรขนาดใหญ่มีข้อมูลมากขึ้น มี transparency มากขึ้น และสร้าง trust กับประชาคมได้มากขึ้นด้วย

ดังนั้นเหตุผลที่ผมมาวันนี้จึงเรียบง่ายครับ คือเมื่อมหาวิทยาลัยกำลังอยู่ในช่วงที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ ผู้สมัครก็ควรพร้อมออกมาอธิบายต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา และผมคิดว่านั่นสอดคล้องกับคุณค่าของมหาวิทยาลัยที่ควรเป็นพื้นที่ของเหตุผล ความเปิดกว้าง และการรับฟังครับ

Question 2
#q2
ที่มาที่ไปในการสมัครเพื่อเข้ารับการสรรหาอธิการบดีในครั้งนี้เป็นมาอย่างไรครับ ใช้เวลาในการตัดสินใจสมัครนานไหมครับ?

ผมคิดเรื่องนี้และเตรียมตัวมาค่อนข้างนานครับ โชคดีที่ช่วงหนึ่งได้ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับสภามหาวิทยาลัย จึงได้เห็นโจทย์ของมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมุมโครงสร้าง ข้อจำกัด และสิ่งที่ควรต้องเกิดขึ้นต่อไป ทำให้การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน

ถึงอย่างนั้น ผมก็ตัดสินใจจริง ๆ ในวันสุดท้ายของการสมัคร เพราะผมชั่งน้ำหนักอยู่นานว่าเราควรใช้เวลาและพลังกับเรื่องนี้จริงหรือไม่ แต่สุดท้ายผมคิดว่า ถ้าเราเห็นปัญหาของมหาวิทยาลัยมามาก พูดถึงมันมามาก และเมื่อถึงเวลาที่มีโอกาสจะเข้าไปทำจริงกลับไม่ทำ ต่อไปก็คงวิจารณ์ได้ไม่เต็มปาก

ผมจึงตัดสินใจว่า ถ้ามีโอกาสก็ควรทำ และถ้าไม่ได้รับเลือก อย่างน้อยก็ถือว่าเราได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว

อีกอย่างหนึ่ง ผมไม่ได้ลงสมัครเพราะยึดติดกับตำแหน่งครับ ถ้ามองในชีวิตส่วนตัว ผมใกล้เกษียณแล้ว และจริง ๆ ก็อยากมีชีวิตที่สงบขึ้นด้วยซ้ำ แต่ผมก็รู้ว่าถ้ายังเห็นว่ามหาวิทยาลัยมีสิ่งที่ควรช่วย และเราพอจะช่วยได้ ก็คงอยู่เฉยได้ยาก

ครอบครัวของผมก็มีความผูกพันกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาก ดังนั้นเมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน เหตุผลของการลงสมัครครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องความทะเยอทะยานส่วนตัวเป็นหลัก แต่เป็น sense of responsibility ที่เกิดจากการคิดมานาน เห็นปัญหาจริง และรู้สึกว่าถ้าช่วยได้ ก็ควรลุกขึ้นมาช่วยครับ

Question 3
#q3
อยากให้ชาว มก. รู้จักตัวอาจารย์มากขึ้น อยากให้อาจารย์แนะนำตัวแบบฟรีสไตล์เลยครับ แบบที่ไม่กั๊กเลยครับ

ผมชื่อพันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่าครับ เป็นศิษย์เก่าวิศวกรรมไฟฟ้า KU45 จบปริญญาเอกด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จาก George Washington University ปัจจุบันเป็นหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ถ้าจะให้แนะนำตัวแบบไม่กั๊ก ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนทำงานอยู่ 3 เรื่องควบกันมาตลอด ครับ คือสร้างระบบ สร้างคน และสร้างของใหม่ให้เกิดขึ้นจริงในมหาวิทยาลัย

ในด้านระบบ ผมมีโอกาสทำระบบสารสนเทศให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หลายระบบที่ใช้งานต่อเนื่องมานานมาก ส่วนในด้านคน ผมทำงานกับการพัฒนา talent มาอย่างยาวนานผ่านคอมพิวเตอร์โอลิมปิก และในด้านการสร้างของใหม่ ผมมีโอกาสริเริ่มหลักสูตรจากศูนย์หลายหลักสูตร รวมทั้งงานวิจัยด้าน AI ที่พยายามเชื่อมกับการประยุกต์ใช้จริง

สิ่งที่ผมเรียนรู้จากการทำงานทั้งหมดนี้คือ มหาวิทยาลัยจะเดินหน้าไม่ได้ถ้าคิดเป็นแต่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราต้องคิดเป็นระบบ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจคน เพราะสุดท้ายไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร ระบบงาน หรือโครงการใหม่ ๆ มันสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อคนที่เกี่ยวข้องอยากร่วมกันทำให้มันสำเร็จ

ผมมาจากพื้นฐานวิศวกรครับ ก็เลยชอบมองว่าเรื่องต่าง ๆ เชื่อมกันอย่างไร และจะแก้ปัญหาอย่างไรให้ใช้ได้จริง แต่ผมไม่ได้มองมหาวิทยาลัยเป็นแค่ระบบเท่านั้น ผมมองว่า KU คือชุมชนของคนเก่งจำนวนมากที่ต้องการทิศทางที่ชัด ระบบที่ดี และพื้นที่ให้เติบโต

ถ้าจะสรุปตัวตนของผมสั้น ๆ ผมคงเป็นคนที่จริงจังกับการทำเรื่องยากให้เดินได้จริง และอยากใช้ประสบการณ์ทั้งหมดที่มี ทั้งเรื่องระบบ งานวิจัย การพัฒนาคน และความร่วมมือกับต่างประเทศ มาช่วยให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แข็งแรงขึ้นทั้งในวันนี้และในอนาคตครับ

Question 4
#q4
ปัญหาใหญ่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ประสบอยู่ปัจจุบัน หากให้เลือก 1 เรื่อง ที่ท่านต้องการให้มีการแก้ปัญหาโดยด่วนที่สุดคือเรื่องใดครับ?

ถ้าให้เลือก 1 เรื่องที่อยากแก้โดยด่วนที่สุด ผมจะเลือกเรื่องความล่าช้าและความซับซ้อนของการบริหารจัดการครับ เพราะปัญหานี้กระทบงานแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร งานวิจัย การใช้ทรัพยากร หรือการตัดสินใจข้ามหน่วย

ทุกวันนี้เราไม่ได้ทำงานช้าเพราะคนไม่ตั้งใจทำงาน แต่ช้าจากการที่กระบวนการมีหลายชั้นเกินไป อำนาจตัดสินใจไม่ได้อยู่ในจุดที่เหมาะสม และหลายเรื่องยังใช้วิธีทำงานแบบเดิมทั้งที่บริบทเปลี่ยนไปแล้ว ผลก็คืออาจารย์ นักวิจัย และหน่วยงานหน้างานต้องใช้พลังไปกับการรอ การประสาน และการส่งเรื่อง มากกว่าการสร้างงานที่มีคุณค่าโดยตรง

ถ้ายกตัวอย่างให้เห็นภาพ ผมคิดถึงเรื่องการปรับปรุงหลักสูตรครับ คนที่รู้ดีที่สุดว่าหลักสูตรควรเปลี่ยนอย่างไรคือคนทำหลักสูตรเอง แต่ระบบของเรากลับทำให้เรื่องแบบนี้ต้องผ่านลำดับชั้นจำนวนมาก ทั้งที่หน่วยงานตรงกลางจริง ๆ ไม่ได้ลงไปออกแบบเนื้อหาวิชาการแทนคนหน้างานอยู่แล้ว สิ่งที่ควรทำมากกว่าคือกำหนดกติกากลางที่ชัด โปร่งใส ตรวจสอบได้ และทำให้กระบวนการสั้นลง

แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น เรื่องที่ต้องรีบแก้วันนี้คือ management ที่ติดคอขวด ส่วนสิ่งที่ต้องสร้างไปพร้อมกันในระยะยาวคือ governance ที่ดี ครับ คือกระจายอำนาจให้เหมาะสม ทำให้การตัดสินใจตรวจสอบได้ และใช้ข้อมูลชุดเดียวกันมากขึ้น เพราะเมื่อกรอบชัด คนหน้างานจะขยับได้เร็วขึ้นโดยยังอยู่ในระบบที่รับผิดชอบได้

เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่าด่วนที่สุดคืออะไร ผมจะตอบว่าเราต้องทำให้มหาวิทยาลัยทำงานได้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น และชัดขึ้นก่อน โดยเริ่มจากการลดคอขวดของ management และใช้ data governance เป็นเครื่องมือค่อย ๆ ปรับระบบให้ไปสู่ governance ที่ดีกว่าในระยะยาวครับ

Question 5
#q5
เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นที่คาดหวังของสังคมในเรื่องของงานวิจัยที่เข้มแข็งด้านเกษตร ในการนำของท่าน จะทำให้ศาสตร์ทางด้านเกษตรของ มก. โดดเด่นกว่าที่ผ่านมาได้อย่างไร

ถ้าจะทำให้ศาสตร์ด้านการเกษตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดดเด่นกว่าที่ผ่านมา ผมคิดว่าเราต้องเริ่มจากการถามให้ชัดก่อนว่า วันนี้ภาคเกษตรและสังคมต้องการอะไรจริง ๆ ไม่ใช่เริ่มจากคำถามว่าเราสะดวกจะสอนหรือวิจัยอะไร

ในโลกความเป็นจริง เกษตรไม่ได้มีแค่เรื่องวิทยาศาสตร์การเกษตรแบบแยกส่วนอีกต่อไป แต่เชื่อมกับเศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ จุลินทรีย์ ปุ๋ย การค้า การตลาด โดรน กฎหมาย และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เรื่องเหล่านี้คือชีวิตจริงของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคผลิต เพราะฉะนั้นถ้า KU อยากโดดเด่น เราต้องทำให้ความรู้ของเราเชื่อมกันตลอดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และตอบโจทย์คนที่อยู่ในระบบนั้นจริง ๆ

ในมุมการสร้างคนก็เช่นกัน เราต้องคิดให้ชัดว่าเรากำลังสร้างคนแบบไหน บางเรื่องต้องการคนที่รู้ลึกมาก บางเรื่องต้องการคนที่เชื่อมหลายศาสตร์ได้ดี มหาวิทยาลัยทำได้ทั้งสองแบบ แต่ต้องมี flexibility สูงพอที่จะบูรณาการความรู้ข้ามสาขา ไม่เช่นนั้นเราจะผลิตคนเก่งเฉพาะทาง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาจริงที่ซับซ้อนขึ้นทุกวันได้

ในการนำของผม สิ่งที่อยากทำให้ชัดขึ้นคือทำให้หลักสูตร งานวิจัย และความร่วมมือกับภาคผลิตเชื่อมกันมากขึ้น ไม่ใช่เดินแยกกันคนละทาง เพื่อให้ความรู้จากมหาวิทยาลัยไปถึงการใช้จริงได้เร็วขึ้น และเพื่อให้นิสิตเรียนแล้วเห็นเส้นทางว่าความรู้นั้นจะไปสร้างคุณค่าอะไรในโลกจริง

สำหรับผม KU ไม่ควรทำให้เกษตรโดดเด่นด้วยวิธีคิดแบบย้อนกลับไปหาอดีตอย่างเดียว แต่ต้องยกระดับจุดแข็งเดิมให้ร่วมสมัย และขยายจากเกษตรไปสู่เรื่องอาหาร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และสังคม

ถ้าทำได้แบบนี้ ความโดดเด่นของ KU ด้านเกษตรจะไม่ใช่แค่ชื่อเสียงหรือความทรงจำในอดีต แต่จะแปลออกมาเป็นคนที่มีคุณภาพ งานวิจัยที่ใช้ได้จริง หลักสูตรที่ตอบอนาคต และผลกระทบที่จับต้องได้ต่อประเทศ ภาคผลิต และคนรุ่นใหม่ครับ

Question 6
#q6
ในการจัดลำดับมหาวิทยาลัย ทั้งระดับชาติ และนานาชาติ มก. ที่ผ่านมา เราไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไร ท่านคิดว่าการจัดอันดับสำคัญกับ มก. ไหม หากสำคัญ มก. ควรมีวิธีการอย่างไรให้มี ranking ที่ดีขึ้น

ผมคิดว่าการจัดอันดับมีความสำคัญครับ แต่สำคัญในฐานะผลสะท้อน ไม่ใช่เป้าหมายปลายทางอย่างเดียว

เหตุผลคือเวลาคนภายนอกยังไม่รู้จักเรา เขาก็มักใช้ ranking เป็นข้อมูลตั้งต้นในการมองมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา นักวิจัย คู่ความร่วมมือ หรือหน่วยงานต่างประเทศ เพราะฉะนั้นเราปฏิเสธ ranking ไม่ได้ โดยเฉพาะในโลกที่การแข่งขันสูงขึ้นและทุกคนมีตัวเลือกมากขึ้น

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าเรามัวแต่วิ่งตามตัวชี้วัดโดยไม่ยกระดับ substance จริง สุดท้าย ranking ก็จะไม่ยั่งยืน สำหรับผม สิ่งที่สำคัญกว่าคือ reputation, คุณภาพงานวิจัย, ผลลัพธ์ของบัณฑิต และการมองเห็นในระดับนานาชาติ เพราะเมื่อสิ่งเหล่านี้ดีขึ้น ranking ก็มักจะดีขึ้นตามมา

ถ้าถามว่าจะทำอย่างไร ผมคิดว่าต้องทำหลายเรื่องควบกันครับ เรื่องแรกคือสร้างความพร้อมให้กับนักวิจัยและหน่วยงานวิชาการให้มากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละคนดิ้นกันเอง เราต้องเข้าใจสภาพการทำวิจัยจริงของแต่ละสาขา เพราะกว่าจะได้ผลงานตีพิมพ์ ทุน และโอกาสในแต่ละสาขาไม่เท่ากัน ถ้าเราไม่เข้าใจความต่างเหล่านี้ เราก็จะประเมินผิด และสนับสนุนไม่ตรงจุด

เรื่องที่สองคือผลลัพธ์ของบัณฑิต เราต้องทำให้คนภายนอกเห็นชัดขึ้นว่า บัณฑิตของ KU มีคุณภาพอย่างไร ทำงานได้จริงแค่ไหน และตอบโจทย์โลกใหม่ได้อย่างไร เพราะชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยไม่ได้เกิดจากงานวิจัยอย่างเดียว แต่เกิดจากคนที่เราส่งออกไปด้วย

เรื่องที่สามคือการมองเห็นในระดับนานาชาติ เราอาจมีของดีอยู่แล้วหลายอย่าง แต่ถ้าไม่ถูกเล่า ไม่ถูกเชื่อมกับเครือข่ายนานาชาติ และไม่ถูกนำเสนออย่างเป็นระบบ คนภายนอกก็ไม่เห็น เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้ผลงาน ความร่วมมือ และจุดแข็งของ KU ถูกมองเห็นมากขึ้นในเวทีที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น มหาวิทยาลัยต้องมีข้อมูลที่ดีพอจะเห็นภาพตามสาขา เห็นศักยภาพ เห็นคอขวด และออกแบบการสนับสนุนที่เหมาะสม ทั้งเรื่องทุน โครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพบัณฑิต ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการลดภาระที่ไม่จำเป็น เพื่อให้อาจารย์ นักวิจัย และนิสิตสร้างผลงานที่สะท้อนความเข้มแข็งของมหาวิทยาลัยได้จริง

สรุปคือ สำหรับผม ranking สำคัญ แต่ไม่ควรเป็นสิ่งที่เราวิ่งไล่โดยตรง สิ่งที่เราควรทำคือยกระดับความเข้มแข็งจริงของมหาวิทยาลัยให้เห็นได้จากงานวิจัย คุณภาพบัณฑิต และชื่อเสียงในสายตาคนภายนอก แล้ว ranking จะค่อย ๆ ตามมาอย่างมีความหมายครับ

Question 7
#q7
เครือข่ายหรือ connection ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับหน่วยงานต่างประเทศมักเริ่มจากความสัมพันธ์จากตัวบุคคล ท่านมีวิธีพัฒนาให้เครือข่ายจากปัจเจกเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งและมี impact ให้กับ มก. ได้อย่างไร

ผมคิดว่าความร่วมมือระหว่างประเทศจำนวนมากเริ่มจากตัวบุคคลเป็นเรื่องปกติครับ เพราะสุดท้ายคนจะทำงานด้วยกันได้ก็มักเริ่มจากความไว้ใจ แต่ถ้าเราหยุดอยู่แค่นั้น ความร่วมมือก็จะเป็นกิจกรรมเฉพาะครั้ง พอคนย้ายงาน พอโปรเจคจบ หรือพอไม่มีงบ มันก็จบตามไปด้วย

เพราะฉะนั้นโจทย์สำคัญไม่ใช่การทำให้ความสัมพันธ์แบบปัจเจกหายไป แต่คือการต่อยอดจากความสัมพันธ์นั้นให้กลายเป็นความร่วมมือระดับสถาบันที่มีความต่อเนื่องมากขึ้น

สำหรับผม สิ่งที่ควรทำคือเลือกสร้าง trusted partner policy ให้ชัดขึ้น ไม่ใช่ทำ MOU กว้าง ๆ ไปทั่ว แต่คัดเลือก partner ที่มีศักยภาพจะทำงานร่วมกันระยะยาวจริง แล้วต่อยอดให้เกิดกิจกรรมที่มี substance เช่น double degree, joint research, co-supervision, หรือ platform การทำงานร่วมที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่จบแค่การเยี่ยมเยือนหรือจัดงานครั้งเดียว

อีกเรื่องหนึ่งคือมหาวิทยาลัยต้องมีระบบ support ที่ดีขึ้น เพราะทุกวันนี้คนที่อยากทำงานต่างประเทศมักต้องเสียเวลาไปกับงานเอกสาร วีซ่า ที่พัก การประสานงาน และเรื่องจุกจิกจำนวนมาก ถ้าเราไม่ช่วยลดภาระตรงนี้ ความร่วมมือก็จะโตยากมาก ต่อให้คนอยากทำก็หมดแรงก่อน

ผมคิดด้วยว่ารูปแบบความร่วมมือควรยืดหยุ่นขึ้น การเดินทางมีต้นทุนสูง ถ้าเราออกแบบให้ทำงานออนไลน์เป็นฐาน และใช้ออนไซต์เท่าที่จำเป็น ความร่วมมือจะไม่ขึ้นอยู่กับงบเดินทางอย่างเดียว ทำให้ขยายจำนวนคู่ร่วมงานได้มากขึ้น และที่สำคัญคือทำให้ความร่วมมือมีความต่อเนื่อง ไม่ใช่เจอกันครั้งเดียวแล้วเงียบไป

สุดท้าย สิ่งที่สำคัญมากคือเราต้องวัด impact ให้ชัด ไม่ใช่นับแค่จำนวน MOU หรือจำนวนกิจกรรม แต่ต้องดูว่ามีหลักสูตรร่วมเกิดขึ้นไหม มีงานวิจัยร่วมไหม มีนิสิตหรืออาจารย์ได้ประโยชน์จริงแค่ไหน และความร่วมมือนั้นสร้างชื่อเสียงหรือโอกาสใหม่ให้ KU อย่างไร ถ้าทำแบบนี้ได้ เครือข่ายจากปัจเจกก็จะค่อย ๆ กลายเป็นเครือข่ายของมหาวิทยาลัยที่แข็งแรง มีผลกระทบจริง และเดินต่อได้ในระยะยาวครับ

Question 8
#q8
“เรื่องความก้าวหน้า รายได้ และคุณค่าในงาน” เป็นเรื่องขวัญและกำลังใจของคนทำงาน ท่านมีแนวคิดอย่างไรที่จะทำให้ ‘คนเก่งอยากอยู่ คนทำงานอยากทุ่มเท’ ให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มากขึ้น

สำหรับผม ถ้าอยากให้คนเก่งอยากอยู่ และคนทำงานอยากทุ่มเท เราต้องทำให้เขารู้สึกว่าการทำหน้าที่อย่างเต็มที่ไม่ใช่การเสียสละเกินจำเป็น แต่เป็นสิ่งที่องค์กรเห็นคุณค่า ตอบแทนอย่างเป็นธรรม และเปิดทางให้เติบโตได้

เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องรายได้อย่างเดียว แม้รายได้และสวัสดิการจะสำคัญมาก แต่ถ้าระบบไม่เป็นธรรม คนก็หมดกำลังใจอยู่ดี ผมคิดว่ามีอย่างน้อย 4 เรื่องที่ต้องเดินไปพร้อมกัน คือ fairness, growth, meaning, และ work environment

เรื่องแรกคือความเป็นธรรม คนทำงานต้องรู้สึกว่าระบบประเมินและระบบความก้าวหน้าโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ตรวจสอบได้ และสะท้อนภารกิจจริงของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ใช้เกณฑ์แบบเดียวกับทุกคนจนบางกลุ่มรู้สึกว่าไม่ว่าจะทำดีอย่างไรก็เสียเปรียบ

ทุกวันนี้เรามีแนวโน้มให้คุณค่ากับบางงานมากกว่าอีกบางงาน เช่น งานวิจัยบางประเภทอาจถูกมองเห็นง่ายกว่า ขณะที่งานสอน งานพัฒนานิสิต หรืองานสร้างระบบกลับไม่ได้รับการยอมรับในสัดส่วนที่ควร ถ้าการวัดผลไม่ตรงกับปรัชญาของมหาวิทยาลัย คนก็จะรู้สึกว่าองค์กรไม่ได้เห็นคุณค่าของงานที่เขาทำจริง

เรื่องที่สองคือการเติบโต คนเก่งจะอยู่ต่อเมื่อเห็นเส้นทางว่าตัวเองพัฒนาได้ ไม่ใช่ทำงานหนักไปเรื่อย ๆ แต่ไม่เห็นอนาคต เรื่องที่สามคือความหมายของงาน เราต้องทำให้คนเห็นว่างานของเขาเชื่อมกับภารกิจใหญ่ของมหาวิทยาลัยอย่างไร และเรื่องที่สี่คือสภาพแวดล้อมในการทำงาน ถ้าระบบเต็มไปด้วย friction คนก็หมดแรงก่อนจะได้สร้างผลงาน

เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่าทำอย่างไร ผมคิดว่าเราต้องปรับทั้งระบบประเมินให้เป็นธรรมและโปร่งใส ปรับ incentive ให้เหมาะกับงานที่หลากหลาย ดูแลสวัสดิการให้สมเหตุสมผล และลดอุปสรรคที่ทำให้คนใช้พลังไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น ถ้าทำได้ คนเก่งก็จะอยากอยู่ และคนที่อยู่ก็จะอยากทุ่มเทมากขึ้นครับ

Question 9
#q9
หากเป็นอธิการบดี ท่านเป็นคนเข้าถึงได้ยากไหม และอะไรเป็นสิ่งแรกที่อยู่ในใจที่จะแก้ปัญหาหรือช่วยชาว KU ในเรื่องของความเป็นอยู่และบรรยากาศในการทำงานใน มก. มากที่สุด

ถ้าถามว่าผมเป็นคนเข้าถึงได้ยากไหม ผมคิดว่าคำตอบที่ตรงที่สุดคือ ผมพร้อมช่วย ครับ แต่ผมไม่คิดว่าการเป็นอธิการบดีที่ดีจะวัดจากการที่ทุกคนต้องเข้ามาพบผมได้ง่ายด้วยตัวเองเสมอไป

เหตุผลคือมหาวิทยาลัยมีคนจำนวนมากมาก อธิการบดีคงไม่สามารถแก้ปัญหาให้คนเป็นหมื่นคนแบบรายกรณีได้ทั้งหมดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญกว่าบุคลิกส่วนตัวของอธิการบดี คือการมีระบบรับฟังและระบบส่งต่อปัญหาที่ชัดเจน ทำให้คนรู้ว่าถ้ามีปัญหาแล้วจะไปที่ไหน ใครรับผิดชอบ และเรื่องจะไม่เงียบหายไปกลางทาง

ผมเองไม่ใช่คนสาย party และคงไม่ได้เป็นผู้นำแบบที่ใช้ความคึกคักส่วนตัวเข้าหาคนทุกวัน ผมค่อนข้างเป็น introvert ด้วยซ้ำ แต่ผมคิดว่าความเข้าถึงได้ที่สำคัญกว่าคือคนต้องรู้สึกว่าองค์กรรับฟังจริง ปัญหาถูกเห็นจริง และเมื่อสะท้อนออกมาแล้วจะมีการติดตามอย่างจริงจัง

สำหรับเรื่องความเป็นอยู่และบรรยากาศในการทำงาน สิ่งแรกที่อยู่ในใจผมคือทำให้ที่ทำงานเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและสบายใจมากขึ้น ทั้งในด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความสัมพันธ์ในการทำงาน คนควรทำงานได้โดยไม่ต้องแบกความกังวลเกินจำเป็นหรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีที่พึ่งในระบบ

อีกเรื่องหนึ่งคือความเป็นอยู่ต้องมีความชัดเจนจากมหาวิทยาลัยเป็นหลัก เราต้องทำให้สิทธิ สวัสดิการ ช่องทางช่วยเหลือ และวิธีจัดการปัญหาต่าง ๆ ชัดขึ้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้เราคงไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ทั้งหมด แต่ความชัดเจน ความเป็นธรรม และการตอบสนองที่สม่ำเสมอ จะทำให้คนรู้สึกมั่นคงขึ้นมาก

เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่าผมจะช่วยอะไรชาว KU มากที่สุด ผมคิดว่าไม่ใช่การบอกว่าใครก็เข้ามาหาผมได้เสมอ แต่คือการทำให้มหาวิทยาลัยมีระบบรับฟังที่ทำงานจริง ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น สร้างวัฒนธรรมที่เคารพกัน และทำให้คนรู้สึกว่าปัญหาของเขาถูกเห็นและได้รับการจัดการอย่างจริงจังครับ

Question 10
#q10
ทำไมชาว มก. ส่วนใหญ่ควรมีท่านเป็นอธิการบดีคนต่อไป

ผมคิดว่าถ้าชาว มก. ส่วนใหญ่จะเห็นว่าผมเหมาะสมกับการเป็นอธิการบดีคนต่อไป เหตุผลสำคัญคงไม่ใช่เพราะผมเป็นตัวแทนของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เพราะมหาวิทยาลัยกำลังอยู่ในช่วงที่ต้องการการปรับตัวอย่างจริงจัง และผมคิดว่าตัวเองมีวิธีคิดกับวิธีทำงานที่เหมาะกับช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

มหาวิทยาลัยไม่ได้อ่อนแอเพราะไม่มีของ แต่จะอ่อนแอเมื่อยังใช้วิธีคิดเดิมกับโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว ถ้าปรับทิศทางไม่ถูก ปรับระบบไม่ทัน และไม่กล้าทบทวนสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์ เราก็จะค่อย ๆ เสียความสามารถในการแข่งขันโดยไม่รู้ตัว

วันนี้เรากำลังเผชิญเรื่องจริงหลายอย่างพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนเกิดน้อย, AI disruption, การแข่งขันจากการเรียนออนไลน์, สถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งการแข่งขันจากมหาวิทยาลัยอื่นที่ขยับตัวเร็วขึ้น ถ้าเรายังใช้วิธีคิดเดิม แนวทางเดิม และหวังว่าทุกอย่างจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง เราอาจอยู่ได้อีกพักหนึ่ง แต่จะค่อย ๆ เสียความสามารถในการแข่งขันโดยไม่รู้ตัว

สำหรับผม สิ่งที่คนส่วนใหญ่ควรได้จากอธิการบดีคนใหม่ คือคนที่มองเห็นแรงกดดันเหล่านี้ตรงไปตรงมา กล้าปรับระบบที่ไม่ตอบโจทย์แล้ว และพยายามทำให้มหาวิทยาลัยเดินไปในทิศทางที่ชัดขึ้น เป็นธรรมขึ้น และพร้อมกับอนาคตมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละหน่วยอยู่กันไปวัน ๆ โดยไม่มีภาพรวมร่วมกัน

ผมไม่ได้เสนอการเปลี่ยนแปลงแบบหวือหวาเพื่อให้ดูใหม่ แต่เสนอการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ระบบโดยรวมทำงานดีขึ้นจริง ทั้งเรื่องธรรมาภิบาล ความเป็นธรรมในการประเมิน ความคล่องตัวในการหารายได้ การตัดสินใจบนข้อมูล และการรักษาจุดแข็งสำคัญของ KU โดยเฉพาะบทบาทนำด้านการเกษตร

เพราะฉะนั้น ถ้าชาว มก. ส่วนใหญ่ต้องการผู้นำที่พร้อมพามหาวิทยาลัยปรับตัวก่อนที่แรงกดดันจะหนักกว่านี้ และทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดประโยชน์กับระบบโดยรวม ไม่ใช่เฉพาะบางกลุ่ม ผมคิดว่านั่นคือเหตุผลที่ผมอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมครับ