Kasetsart UniversityThe Life Systems University
Archive

ปัญหาไม่ใช่ตำแหน่งทางวิชาการ แต่คือระบบที่ไม่ไว้วางใจมหาวิทยาลัยและไม่เข้าใจธรรมชาติของวิชาการยุคใหม่

ข้อเขียนนี้ตั้งคำถามต่อระบบกำกับตำแหน่งทางวิชาการของมหาวิทยาลัยไทย โดยชี้ให้เห็นความย้อนแย้งระหว่างการตรวจสอบที่ละเอียดผิดปกติ กับการให้อิสระแก่องค์กรอื่นที่มีผลกระทบกว้างกว่า ทั้งหมดสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของความไว้วางใจระหว่างรัฐกับมหาวิทยาลัย
หมวด: ธรรมาภิบาลและการบริหารมหาวิทยาลัย
วันที่โพสต์: 03 December 2025
ที่มา: Facebook post archive
governance academic-freedom higher-education bureaucracy structural-reform
Rewritten Post
เมื่อมหาวิทยาลัยถูกสแกนละเอียดกว่าหน่วยงานที่มีอำนาจและงบประมาณสูงกว่า คำถามจริงอาจไม่ใช่มาตรฐาน แต่คือใครกำลังถูกไว้ใจ
ภาพประกอบบทความเรื่องการสแกนตำแหน่งทางวิชาการของมหาวิทยาลัย
คลิกรูปเพื่อดูภาพขยายใหญ่

บทความนี้ตั้งต้นจากคำถามที่ดูเหมือนเล็ก แต่จริง ๆ กินไปถึงโครงสร้างของระบบอุดมศึกษาไทย: เหตุใดตำแหน่งทางวิชาการระดับสูงอย่าง ศาสตราจารย์ จึงไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ขณะที่ตำแหน่งบริหารรัฐระดับใกล้เคียงอย่างอธิบดีต้องยื่น และในทางกลับกัน เหตุใดกระบวนการเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการของมหาวิทยาลัยจึงถูกสแกนละเอียดอย่างหนักจากส่วนกลาง

แกนวิพากษ์ของโพสต์นี้ไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธการตรวจสอบ แต่ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งของระบบที่ดูเหมือน ไม่ไว้ใจมหาวิทยาลัย และไม่เข้าใจธรรมชาติของงานวิชาการยุคใหม่ ทั้งที่มหาวิทยาลัยควรมีอิสระเชิงวิชาการมากกว่าองค์กรอื่นหลายประเภทด้วยซ้ำ

จุดคมที่สุดของบทความนี้คือการเปรียบเทียบว่า องค์การมหาชนซึ่งบริหารงบรัฐและมีผลกระทบวงกว้างกว่า กลับมีอิสระในการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิได้เองมากกว่า ขณะที่มหาวิทยาลัยซึ่งทำหน้าที่ผลิตความรู้และผลิตคน กลับถูกกำกับด้วยกล้องระดับ “จุลทรรศน์อิเล็กตรอน”

ปัญหาไม่ใช่จะตรวจหรือไม่ตรวจ แต่คือเหตุผลของการตรวจมันไม่สมดุล

ผู้เขียนไม่ได้บอกว่ามหาวิทยาลัยไม่ควรถูกตรวจสอบ ตรงกันข้าม เขายอมรับว่าถ้าไม่ตรวจเลย วันหนึ่งปัญหาก็เกิดแน่ แต่สิ่งที่ถูกตั้งคำถามคือ เหตุผลและระดับความเข้ม ของการกำกับดูแล ว่าทำไมจึงลงน้ำหนักกับมหาวิทยาลัยมากเป็นพิเศษ ทั้งที่ความเสี่ยงและผลกระทบของบางหน่วยงานนอกมหาวิทยาลัยอาจสูงกว่าด้วยซ้ำ

เมื่อวางแบบนี้ บทความจึงไม่ได้เป็นแค่การบ่นเรื่องขั้นตอน แต่เป็นการวิจารณ์ตรรกะของรัฐว่ากำลังกระจายความไว้วางใจอย่างไร และใช้มาตรฐานอะไรกับสถาบันแต่ละแบบ

มหาวิทยาลัยควรมีอิสระเชิงวิชาการมากกว่า แต่ระบบกลับสลับด้านทั้งหมด

หนึ่งในข้อเสนอที่ชัดที่สุดของโพสต์คือ ตามหลักการแล้ว มหาวิทยาลัยควรมี อิสระเชิงวิชาการ มากกว่าองค์การมหาชน เพราะศาสตร์มีพลวัต ความรู้ก้าวหน้าเร็ว มาตรฐานแต่ละสาขาไม่เหมือนกัน และการตัดสินคุณภาพงานวิชาการควรเป็นของผู้เชี่ยวชาญในสถาบันนั้น

แต่ในความเป็นจริง ระบบกลับสลับด้านทั้งหมด: เรื่องเล็กในมหาวิทยาลัยถูกควบคุมอย่างละเอียด ขณะที่เรื่องใหญ่บางประเภทในองค์กรอื่นกลับได้รับอิสระมากกว่า ความย้อนแย้งนี้ทำให้เกิดคำถามใหญ่ต่อบทบาทของรัฐในการถ่วงดุลและการควบคุม

สิ่งที่สะท้อนออกมาคือรัฐไว้ใจองค์การมหาชนมากกว่ามหาวิทยาลัย

ข้อสรุปกลางของบทความนี้แรงและตรงมาก คือระบบปัจจุบันกำลังสะท้อนว่า รัฐไว้ใจองค์การมหาชนมากกว่าไว้ใจมหาวิทยาลัย ทั้งที่มหาวิทยาลัยต้องแข่งขันกับโลกที่เปลี่ยนเร็วที่สุด และควรเป็นพื้นที่ที่มีความยืดหยุ่นสูงในทางวิชาการ

ในมุมนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ตำแหน่ง” อย่างเดียว แต่คือโครงสร้างการกำกับที่มองมหาวิทยาลัยผ่านสายตาแบบราชการดั้งเดิม ซึ่งไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของ knowledge institution ในยุคใหม่

คำถามปลายทางจึงไม่ใช่แค่เรื่องระเบียบ แต่คือจะวางเส้นแบ่งอำนาจใหม่อย่างไร

ท้ายที่สุด ผู้เขียนชวนกลับมาคิดใหม่ว่าอะไรควรเป็นอำนาจรัฐเพื่อถ่วงดุล และอะไรควรเป็นอำนาจของมหาวิทยาลัย เพื่อให้อุดมศึกษาไทยก้าวทันโลกได้จริง ประเด็นนี้ทำให้บทความก้าวพ้นการระบายความไม่พอใจ ไปสู่คำถามเชิงออกแบบระบบที่ลึกกว่า

ดังนั้น บทความนี้จึงเป็นทั้งคำวิจารณ์และคำชวนคิดว่า ถ้ายังใช้ตรรกะแบบเดิมในการควบคุมมหาวิทยาลัย เราอาจไม่ได้กำลังรักษามาตรฐาน แต่กำลัง ตรึงสถาบันความรู้ไว้กับความไม่ไว้วางใจ ของระบบราชการ

Original
ลิงก์อ้างอิง:
f
Original Facebook Post
โพสต์ของ พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า เพิ่มรูปภาพลงในอัลบั้ม: แนวคิดด้านการศึกษา — รู้สึกสงสัยที่ Department of Computer Engineering - Kasetsart University 3 ธันวาคม 2025 · กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย · ผมสงสัย ... อีกแล้ว 🤔 ช่วงนี้ผมมีคำถามหลายอย่างเกี่ยวกับระบบราชการไทย โดยเฉพาะเรื่อง “ตำแหน่งทางวิชาการ” ในมหาวิทยาลัย ตำแหน่งที่มีเกียรติระดับ "ศาสตราจารย์" 🎓 กลับ ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน 💼 แต่ตำแหน่งบริหารของรัฐที่เทียบเคียงอย่าง อธิบดี ต้องยื่น 📄 จะบอกว่าไม่มีทุจริต ก็ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าไม่ตรวจเลย วันหนึ่งก็มีปัญหาแน่ จะบอกว่าความเสี่ยงจากคนสอนหนังสือมันน้อย? -- ก็ไม่น่าใช่ จะบอกว่างานวิชาการไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน? -- ก็ไม่ใช่ 🙃 จะบอกว่าเป็นเรื่องภายในของมหาวิทยาลัย? -- ก็ไม่ตรงอีก 😅 เพราะเวลาเลื่อนตำแหน่ง กระทรวงกลับ สแกนทุกขุมขน 🔍🧐 จนเหมือน “ไม่ไว้ใจมหาวิทยาลัย” มากกว่าจะรักษามาตรฐานทางวิชาการ ที่ตลกกว่านั้นคือ 😂 องค์การมหาชน — หน่วยงานที่บริหารงบรัฐระดับใหญ่ 💰🏛️ สามารถตั้งกรรมการ แต่งตั้ง “ผู้เชี่ยวชาญ/ผู้ทรงคุณวุฒิ” ได้เอง ไม่ต้องส่งให้คณะกรรมการระดับกระทรวงอนุมัติ ไม่ต้องผ่านชั้นตรวจแบบที่มหาวิทยาลัยต้องเจอ ทั้งที่ผลกระทบจากคำตัดสินขององค์การมหาชน กว้างกว่า ลึกกว่า และกระทบผลประโยชน์ประเทศมากกว่า 🌏 แต่กลับมาสแกนอาจารย์มหาวิทยาลัยละเอียดกว่า 🙄 และถ้าจะสแกนละเอียดขนาดนี้ ทำไม ไม่ใช้มาตรฐานเดียวกันกับครูในกระทรวงศึกษาธิการ? 👩‍🏫👨‍🏫 หรือกับตำแหน่งวิชาชีพอื่นที่มีผลต่อเด็กทั้งประเทศ? 👶📚 ทั้งหมดนี้มันสะท้อนอะไร? 🤨 มันสะท้อนว่า *** รัฐ ไว้ใจองค์การมหาชนมากกว่าไว้ใจมหาวิทยาลัย 😬 ทั้งที่มหาวิทยาลัยคือผู้ผลิตความรู้ ผลิตคน และต้องแข่งขันกับโลกที่เปลี่ยนเร็วที่สุด 🚀 ตามหลักการ มหาวิทยาลัยควรมี อิสระเชิงวิชาการมากกว่าองค์การมหาชนด้วยซ้ำ เพราะศาสตร์มีพลวัต ความรู้ก้าวหน้าเร็ว มาตรฐานแต่ละสาขาไม่เหมือนกัน และการตัดสินคุณภาพงานวิชาการควรเป็นของผู้เชี่ยวชาญในสถาบันนั้น แต่ตอนนี้มันกลับสลับด้านทั้งหมด 🔄 เรื่องเล็ก ๆ อย่างตำแหน่งวิชาการ จนถึงระดับผู้ช่วย รอง ถูกตรวจแบบ "กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน" 🔬⚡ แต่เรื่องใหญ่กว่า กลับให้องค์กรอื่นตัดสินเองง่ายดาย 😶‍🌫️ สุดท้ายปัญหาไม่ใช่ “ตำแหน่ง” ปัญหาคือ * เรามีระบบที่ไม่ไว้วางใจมหาวิทยาลัย 🙃 * และไม่เข้าใจธรรมชาติของวิชาการยุคใหม่เลย 💡 ถึงเวลาที่ต้องคิดกันใหม่— อะไรควรเป็นอำนาจรัฐเพื่อถ่วงดุล ⚖️ และอะไรควรเป็นอำนาจของมหาวิทยาลัย 🏫 เพื่อให้การอุดมศึกษาไทยก้าวให้ทันโลก ไม่ใช่ติดอยู่กับข้อสงสัยเดิม ๆ ของระบบราชการ 🌐 เขาไม่ได้กลัวเราจะไปอันดับโลกหรอก เขาแค่กลัว “คุมมหาวิทยาลัยไม่ได้” มั้ง 😏 นี่ผมยังไม่อยากตั้งทฤษฎีสมคบคิดนะ… 555
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง