มหาวิทยาลัยจะอยู่รอดได้ ก็ต่อเมื่อยังจำเป็นต่อสังคม
คำถามเรื่องอนาคตของมหาวิทยาลัยมักถูกตั้งในกรอบการแข่งขัน เช่น ranking หรือการเปิดหลักสูตรใหม่ แต่บทความนี้ชวนขยับคำถามไปอีกระดับว่า สังคมยังต้องมีมหาวิทยาลัยแบบนี้อยู่หรือไม่ เพราะประเด็นสำคัญไม่ใช่ใครจะอยู่รอด แต่คือใครยังจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมจริง
ถ้ามหาวิทยาลัยทำได้เพียงผลิตคนเพื่อปรับวุฒิ หรือทำหน้าที่เป็นระบบ certification เท่านั้น คุณค่าของมันก็จะค่อย ๆ ถูกแทนที่ได้ง่ายขึ้นในโลกที่การเรียนรู้เข้าถึงได้ผ่านออนไลน์ เทคโนโลยีซื้อได้ และรูปแบบการรับรองความสามารถเกิดขึ้นเองนอกสถาบันได้มากขึ้นเรื่อย ๆ
สิ่งที่ทำให้มหาวิทยาลัยยังมีความหมาย จึงไม่ใช่การทำสิ่งที่ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่คือการทำสิ่งที่ที่อื่นทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้พื้นฐานลึก ๆ งานวิชาการหรือเทคโนโลยีที่ยาก งานที่ไม่มีใครพร้อมจ่ายเงินทันที และการมีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญขั้นสูงที่สามารถช่วยสังคมรับมือกับโจทย์ระยะยาวได้
มหาวิทยาลัยควรเป็นที่ที่สังคมฝากของยากไว้ได้
บทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เพียงการผลิตบัณฑิตจำนวนมาก แต่คือการเป็นพื้นที่ที่สังคมสามารถฝากของยากไว้ได้ ทั้งโจทย์เชิงความรู้ โจทย์เชิงระบบ และโจทย์ที่ตลาดหรือหน่วยงานทั่วไปยังไม่พร้อมรับภาระ เพราะหากมหาวิทยาลัยไม่ทำ งานประเภทนี้ก็มักไม่มีใครรับไปทำอย่างจริงจัง
คำถามปลายทางจึงไม่ใช่ว่าวันหนึ่งมหาวิทยาลัยจะหายไปหรือไม่ แต่คือถ้ามันหายไปแล้วไม่มีใครรู้สึกอะไร นั่นสะท้อนว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นส่วนที่จำเป็นของระบบตั้งแต่แรก ซึ่งหนักกว่าการอยู่ไม่รอดเสียอีก
ถ้าคิดแบบเดิม ทำแบบเดิม ก็ยากจะสร้างคุณค่าแบบใหม่
บทความนี้จึงกลับมาที่คำถามเชิงวิธีคิด: ถ้าเรายังคิดเหมือนเดิม ทำเหมือนเดิม และใช้วิธีการเดิม เราจะคาดหวังผลลัพธ์ใหม่ได้อย่างไร การเปลี่ยนมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่แค่การปรับรายละเอียดเล็กน้อย แต่คือการยอมรับว่าคุณค่าของมหาวิทยาลัยต้องถูกนิยามใหม่จากผลที่สร้างต่อสังคม
ในกรอบนี้ rethink. reframe. realize. ไม่ใช่สโลแกน แต่คือแนวทางให้มหาวิทยาลัยย้อนถามบทบาทของตนเอง จัดวางกรอบการทำงานใหม่ และสร้างรูปแบบการทำงานที่ทำให้คุณค่าที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้นได้จริงในระบบ