Kasetsart UniversityThe Life Systems University
Archive

มหาวิทยาลัยจะอยู่รอดได้ ก็ต่อเมื่อยังจำเป็นต่อสังคม

ข้อเขียนนี้เสนอว่าคำถามเรื่องอนาคตของมหาวิทยาลัยไม่ควรหยุดที่การแข่งขันหรืออันดับ แต่ต้องย้อนกลับไปถามว่ามหาวิทยาลัยยังทำสิ่งที่สังคมขาดไม่ได้อยู่หรือไม่ ทั้งในมิติของความรู้ลึก งานยาก เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ และบทบาทการรับฝากโจทย์ที่ระบบอื่นยังทำแทนไม่ได้
หมวด: ธรรมาภิบาลและการบริหารมหาวิทยาลัย
วันที่โพสต์: 11 April 2026
ที่มา: Facebook post archive
university-reform systems-thinking governance national-capability deep-expertise
Rewritten Post
คำถามไม่ใช่ว่ามหาวิทยาลัยไหนจะอยู่รอด แต่สังคมยังต้องมีมหาวิทยาลัยแบบนี้อยู่ไหม
ภาพประกอบบทความเรื่องบทบาทที่จำเป็นของมหาวิทยาลัยต่อสังคม
คลิกรูปเพื่อดูภาพขยายใหญ่

คำถามเรื่องอนาคตของมหาวิทยาลัยมักถูกตั้งในกรอบการแข่งขัน เช่น ranking หรือการเปิดหลักสูตรใหม่ แต่บทความนี้ชวนขยับคำถามไปอีกระดับว่า สังคมยังต้องมีมหาวิทยาลัยแบบนี้อยู่หรือไม่ เพราะประเด็นสำคัญไม่ใช่ใครจะอยู่รอด แต่คือใครยังจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมจริง

ถ้ามหาวิทยาลัยทำได้เพียงผลิตคนเพื่อปรับวุฒิ หรือทำหน้าที่เป็นระบบ certification เท่านั้น คุณค่าของมันก็จะค่อย ๆ ถูกแทนที่ได้ง่ายขึ้นในโลกที่การเรียนรู้เข้าถึงได้ผ่านออนไลน์ เทคโนโลยีซื้อได้ และรูปแบบการรับรองความสามารถเกิดขึ้นเองนอกสถาบันได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งที่ทำให้มหาวิทยาลัยยังมีความหมาย จึงไม่ใช่การทำสิ่งที่ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่คือการทำสิ่งที่ที่อื่นทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้พื้นฐานลึก ๆ งานวิชาการหรือเทคโนโลยีที่ยาก งานที่ไม่มีใครพร้อมจ่ายเงินทันที และการมีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญขั้นสูงที่สามารถช่วยสังคมรับมือกับโจทย์ระยะยาวได้

มหาวิทยาลัยควรเป็นที่ที่สังคมฝากของยากไว้ได้

บทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เพียงการผลิตบัณฑิตจำนวนมาก แต่คือการเป็นพื้นที่ที่สังคมสามารถฝากของยากไว้ได้ ทั้งโจทย์เชิงความรู้ โจทย์เชิงระบบ และโจทย์ที่ตลาดหรือหน่วยงานทั่วไปยังไม่พร้อมรับภาระ เพราะหากมหาวิทยาลัยไม่ทำ งานประเภทนี้ก็มักไม่มีใครรับไปทำอย่างจริงจัง

คำถามปลายทางจึงไม่ใช่ว่าวันหนึ่งมหาวิทยาลัยจะหายไปหรือไม่ แต่คือถ้ามันหายไปแล้วไม่มีใครรู้สึกอะไร นั่นสะท้อนว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นส่วนที่จำเป็นของระบบตั้งแต่แรก ซึ่งหนักกว่าการอยู่ไม่รอดเสียอีก

ถ้าคิดแบบเดิม ทำแบบเดิม ก็ยากจะสร้างคุณค่าแบบใหม่

บทความนี้จึงกลับมาที่คำถามเชิงวิธีคิด: ถ้าเรายังคิดเหมือนเดิม ทำเหมือนเดิม และใช้วิธีการเดิม เราจะคาดหวังผลลัพธ์ใหม่ได้อย่างไร การเปลี่ยนมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่แค่การปรับรายละเอียดเล็กน้อย แต่คือการยอมรับว่าคุณค่าของมหาวิทยาลัยต้องถูกนิยามใหม่จากผลที่สร้างต่อสังคม

ในกรอบนี้ rethink. reframe. realize. ไม่ใช่สโลแกน แต่คือแนวทางให้มหาวิทยาลัยย้อนถามบทบาทของตนเอง จัดวางกรอบการทำงานใหม่ และสร้างรูปแบบการทำงานที่ทำให้คุณค่าที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้นได้จริงในระบบ

Original
ลิงก์อ้างอิง:
f
Original Facebook Post
โพสต์ของ พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า รู้สึกมีความหวัง 11 เมษายน เวลา 11:31 น. · แชร์กับ สาธารณะ ผมมีมุมมองมหาวิทยาลัย ที่อาจทำให้คุณ “เคือง” ได้ทุกวัน ช่วงนี้มีคนถามว่า “มหาวิทยาลัยไหนจะอยู่รอด” ผมว่าคำถามยังไม่ตรง คำถามจริงคือ “สังคมยังต้องมีมหาวิทยาลัยแบบนี้อยู่ไหม” — มหาวิทยาลัยจะอยู่รอดหรือไม่ ไม่ใช่เรื่อง ranking ไม่ใช่เรื่องเปิดหลักสูตรใหม่ แต่อยู่ที่ว่า เขา “จำเป็น” ต่อสังคมแค่ไหน — ลองถามตรง ๆ เราสร้างคนที่ “เอาไปทำอะไรได้จริง” หรือยัง หรือแค่ ผลิตคนเพื่อปรับวุฒิ — ถ้าเป็นแบบนั้น มันไม่ใช่มหาวิทยาลัย มันคือ ระบบ certification — ในโลกที่เรียนออนไลน์ได้หมด เทคโนโลยีก็ซื้อได้ มหาวิทยาลัยจะมีค่า ก็ต่อเมื่อทำสิ่งที่ ที่อื่นทำไม่ได้ — โดยเฉพาะ ความรู้พื้นฐานลึก ๆ งานยาก ๆ งานที่ไม่มีคนจ่ายเงินทันที และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญขั้นเทพ — ถ้ามหาวิทยาลัยไม่ทำ แล้วใครจะทำ — มหาวิทยาลัยควรเป็น ที่ที่สังคม “ฝากของยาก” ไว้ได้ — แล้วลองถามตัวเองอีกคำถาม คิดเหมือนเดิม ทำเหมือนเดิม ใช้วิธีการเดิม อะไรเดิม จะได้อะไรใหม่กว่าเดิม…ได้ด้วยเหรอ — สุดท้ายมันง่ายมาก ถ้าวันหนึ่งมหาวิทยาลัยหายไป แล้วไม่มีใครรู้สึกอะไร นั่นไม่ใช่แค่ “อยู่ไม่รอด” แต่คือ มันไม่เคยจำเป็นตั้งแต่แรก — rethink. reframe. realize.
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง