มหาวิทยาลัยอาจดูปกติจากภายนอก แต่ข้างในกำลังหมดพลัง เพราะระบบทำให้คนไฟแรงเหนื่อยก่อนคนเฉื่อย
โพสต์นี้หยิบกรอบคิดเรื่อง organizational health มามองมหาวิทยาลัยไทย และพบว่าสัญญาณขององค์กรที่เริ่มไม่ healthy นั้นปรากฏชัดในหลายภาควิชาและหลายสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นการไม่สร้างความรู้ใหม่ การเสียเวลาไปกับปัญหาภายใน การขาดความภูมิใจในหน่วยงาน หรือภาระงานที่กัดกินสุขภาพของคนทำงานจริง
แต่สิ่งที่คมที่สุดไม่ใช่แค่การชี้สัญญาณเหล่านี้ หากคือการมองเห็น paradox ของระบบว่า คนที่อินกับการสอนและการวิจัยมากที่สุดมักเป็นคนที่เห็นปัญหาทั้งหมด จึงรับภาระทางอารมณ์และงานมากจนเสี่ยง burn out ขณะที่คนที่ไม่ผลักดันอะไรมากกลับอาจรู้สึกว่าทุกอย่างยังโอเค และอยู่กับระบบได้สบายกว่า
สัญญาณเตือนของมหาวิทยาลัยที่เริ่มไม่ healthy มักไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องเดียว แต่คือการเสื่อมลงพร้อมกันหลายจุด
รายการสัญญาณเตือนทั้งห้าข้อในโพสต์นี้สะท้อนภาพเดียวกัน คือมหาวิทยาลัยเริ่มสูญเสียพลังในการเป็นพื้นที่สร้างความรู้ใหม่ เมื่ออาจารย์ไม่สร้างงานวิจัย ไม่ทำหลักสูตรใหม่ และต้องเสียเวลาไปกับเอกสาร การเมืองภายใน หรือภาระที่ไม่ก่อผลเชิงวิชาการ พลังงานสำหรับงานจริงก็ย่อมหดหายตามไปด้วย
ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือสัญญาณเหล่านี้กระทบทั้งคนและชื่อเสียงพร้อมกัน เมื่อคนทำงานพัง สุขภาพเสีย และไม่มั่นใจว่าจะผลักงานใหม่ได้ ผลลัพธ์ทางวิชาการก็ย่อมลดลงด้วย นั่นทำให้ภาวะไม่ healthy ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงระบบของทั้งหน่วยงาน
ความย้อนแย้งสำคัญคือระบบมักลงโทษคนที่ยังแคร์งาน และให้รางวัลทางอ้อมกับคนที่ไม่ขยับอะไร
แกนกลางของโพสต์อยู่ที่การอธิบายว่า ทำไมคนที่เห็นปัญหาชัดและอยากทำงานจริงถึงเสี่ยงหมดไฟกว่า เพราะพวกเขาเป็นคนที่ยังพยายามแบกภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยไว้ ทั้งการสอน การวิจัย และการผลักดันสิ่งใหม่ ขณะที่ระบบค่าตอบแทนคงที่และการประเมินที่ไม่เข้มพอทำให้ความพยายามเหล่านี้ไม่ได้รับการตอบแทนที่ชัดเจนในเวลาอันควร
ในทางกลับกัน คนที่ไม่ทำอะไรมากอาจไม่รู้สึกถึงแรงเสียดทานทั้งหมดของระบบ และสามารถอยู่กับมันได้ง่ายกว่า โพสต์จึงชี้ว่ามหาวิทยาลัยไทยจำนวนไม่น้อยกำลังตกอยู่ในสภาพที่ passion กลายเป็นภาระ ส่วนความเฉื่อยกลับกลายเป็นยุทธศาสตร์การอยู่รอดที่ปลอดภัยกว่า
ความต่างกับต่างประเทศไม่ได้อยู่ที่คนเก่งกว่าหรือขยันกว่า แต่อยู่ที่ระบบประเมินและ mobility ที่ออกแบบต่างกัน
การเปรียบเทียบกับตะวันตกและเอเชียตะวันออกในช่วงท้ายของโพสต์มีประโยชน์มาก เพราะทำให้เห็นว่า paradox แบบไทยไม่ใช่ชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เกิดจากการออกแบบระบบบางอย่าง เช่น reward ที่ไม่ชัด การประเมินที่ไม่จริงจัง และความมั่นคงที่ไม่ได้ผูกกับภารกิจหลักอย่างพอเหมาะ
เมื่อฝั่งตะวันตกมีแรงกดดันจาก performance, funding และ mobility สูง คนที่ไม่ productive จึงอยู่ได้ยากกว่า ขณะที่ญี่ปุ่นและเกาหลีก็มีวัฒนธรรมอาวุโสคล้ายไทยแต่เริ่มปรับระบบเข้มขึ้นแล้ว ข้อสรุปของโพสต์จึงไม่ใช่แค่วิจารณ์ไทย แต่เตือนว่าถ้ามหาวิทยาลัยยังไม่กล้าปรับกลไกแรงจูงใจและความรับผิดชอบ ระบบก็จะยังผลักคนไฟแรงให้ออกจากเกมก่อน และปล่อยให้ภาวะเฉื่อยกลายเป็นเรื่องปกติต่อไป