Kasetsart UniversityThe Life Systems University
Archive

มหาวิทยาลัยอาจดูปกติจากภายนอก แต่ข้างในกำลังหมดพลัง เพราะระบบทำให้คนไฟแรงเหนื่อยก่อนคนเฉื่อย

ข้อเขียนนี้นำแนวคิดเรื่องสุขภาพขององค์กรมามองมหาวิทยาลัยไทย แล้วชี้ให้เห็นความย้อนแย้งสำคัญว่า ระบบที่ควรบ่มเพาะความรู้กลับกลายเป็นพื้นที่ที่คนทำงานจริงเห็นปัญหาชัดจนหมดไฟ ขณะที่คนที่ไม่ผลักดันอะไรนักกลับอยู่ได้สบายกว่า เพราะแรงจูงใจ การประเมิน และโครงสร้างความมั่นคงยังไม่สอดคล้องกับภารกิจหลักของมหาวิทยาลัย
หมวด: ธรรมาภิบาลและการบริหารมหาวิทยาลัย
วันที่โพสต์: 01 September 2025
ที่มา: Facebook post archive
governance faculty-support organizational-health burnout university-reform
Rewritten Post
ความย้อนแย้งของระบบมหาวิทยาลัย คือยิ่งคนเห็นปัญหาชัดและอยากสร้างงานมากเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงหมดไฟก่อน
ภาพประกอบบทความเรื่องความย้อนแย้งของระบบมหาวิทยาลัย
คลิกรูปเพื่อดูภาพขยายใหญ่

โพสต์นี้หยิบกรอบคิดเรื่อง organizational health มามองมหาวิทยาลัยไทย และพบว่าสัญญาณขององค์กรที่เริ่มไม่ healthy นั้นปรากฏชัดในหลายภาควิชาและหลายสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นการไม่สร้างความรู้ใหม่ การเสียเวลาไปกับปัญหาภายใน การขาดความภูมิใจในหน่วยงาน หรือภาระงานที่กัดกินสุขภาพของคนทำงานจริง

แต่สิ่งที่คมที่สุดไม่ใช่แค่การชี้สัญญาณเหล่านี้ หากคือการมองเห็น paradox ของระบบว่า คนที่อินกับการสอนและการวิจัยมากที่สุดมักเป็นคนที่เห็นปัญหาทั้งหมด จึงรับภาระทางอารมณ์และงานมากจนเสี่ยง burn out ขณะที่คนที่ไม่ผลักดันอะไรมากกลับอาจรู้สึกว่าทุกอย่างยังโอเค และอยู่กับระบบได้สบายกว่า

สัญญาณเตือนของมหาวิทยาลัยที่เริ่มไม่ healthy มักไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องเดียว แต่คือการเสื่อมลงพร้อมกันหลายจุด

รายการสัญญาณเตือนทั้งห้าข้อในโพสต์นี้สะท้อนภาพเดียวกัน คือมหาวิทยาลัยเริ่มสูญเสียพลังในการเป็นพื้นที่สร้างความรู้ใหม่ เมื่ออาจารย์ไม่สร้างงานวิจัย ไม่ทำหลักสูตรใหม่ และต้องเสียเวลาไปกับเอกสาร การเมืองภายใน หรือภาระที่ไม่ก่อผลเชิงวิชาการ พลังงานสำหรับงานจริงก็ย่อมหดหายตามไปด้วย

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือสัญญาณเหล่านี้กระทบทั้งคนและชื่อเสียงพร้อมกัน เมื่อคนทำงานพัง สุขภาพเสีย และไม่มั่นใจว่าจะผลักงานใหม่ได้ ผลลัพธ์ทางวิชาการก็ย่อมลดลงด้วย นั่นทำให้ภาวะไม่ healthy ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงระบบของทั้งหน่วยงาน

ความย้อนแย้งสำคัญคือระบบมักลงโทษคนที่ยังแคร์งาน และให้รางวัลทางอ้อมกับคนที่ไม่ขยับอะไร

แกนกลางของโพสต์อยู่ที่การอธิบายว่า ทำไมคนที่เห็นปัญหาชัดและอยากทำงานจริงถึงเสี่ยงหมดไฟกว่า เพราะพวกเขาเป็นคนที่ยังพยายามแบกภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยไว้ ทั้งการสอน การวิจัย และการผลักดันสิ่งใหม่ ขณะที่ระบบค่าตอบแทนคงที่และการประเมินที่ไม่เข้มพอทำให้ความพยายามเหล่านี้ไม่ได้รับการตอบแทนที่ชัดเจนในเวลาอันควร

ในทางกลับกัน คนที่ไม่ทำอะไรมากอาจไม่รู้สึกถึงแรงเสียดทานทั้งหมดของระบบ และสามารถอยู่กับมันได้ง่ายกว่า โพสต์จึงชี้ว่ามหาวิทยาลัยไทยจำนวนไม่น้อยกำลังตกอยู่ในสภาพที่ passion กลายเป็นภาระ ส่วนความเฉื่อยกลับกลายเป็นยุทธศาสตร์การอยู่รอดที่ปลอดภัยกว่า

ความต่างกับต่างประเทศไม่ได้อยู่ที่คนเก่งกว่าหรือขยันกว่า แต่อยู่ที่ระบบประเมินและ mobility ที่ออกแบบต่างกัน

การเปรียบเทียบกับตะวันตกและเอเชียตะวันออกในช่วงท้ายของโพสต์มีประโยชน์มาก เพราะทำให้เห็นว่า paradox แบบไทยไม่ใช่ชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เกิดจากการออกแบบระบบบางอย่าง เช่น reward ที่ไม่ชัด การประเมินที่ไม่จริงจัง และความมั่นคงที่ไม่ได้ผูกกับภารกิจหลักอย่างพอเหมาะ

เมื่อฝั่งตะวันตกมีแรงกดดันจาก performance, funding และ mobility สูง คนที่ไม่ productive จึงอยู่ได้ยากกว่า ขณะที่ญี่ปุ่นและเกาหลีก็มีวัฒนธรรมอาวุโสคล้ายไทยแต่เริ่มปรับระบบเข้มขึ้นแล้ว ข้อสรุปของโพสต์จึงไม่ใช่แค่วิจารณ์ไทย แต่เตือนว่าถ้ามหาวิทยาลัยยังไม่กล้าปรับกลไกแรงจูงใจและความรับผิดชอบ ระบบก็จะยังผลักคนไฟแรงให้ออกจากเกมก่อน และปล่อยให้ภาวะเฉื่อยกลายเป็นเรื่องปกติต่อไป

Original
ลิงก์อ้างอิง:
f
Original Facebook Post
พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า 1 กันยายน 2025 · University System’s Paradox ความย้อนแย้งของระบบมหาวิทยาลัย ผมเคยอ่านแนวคิดเรื่อง สุขภาพขององค์กร ที่บอกว่า ถ้าองค์กรเริ่มไม่ healthy จะมี “สัญญาณเตือน” หลายอย่างเกิดขึ้น ลองเอามาปรับกับบริบทมหาวิทยาลัยไทย ก็พบว่าเข้ากันได้ดีทีเดียว และที่น่าคิดคือมันสะท้อนความย้อนแย้งอย่างชัดเจน 🎭 --- 🔔 5 สัญญาณเตือนในมหาวิทยาลัย 1️⃣ ไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ → ถ้าอาจารย์ไม่สร้างงานวิจัย ไม่ทำหลักสูตรใหม่ ไม่ผลักดันความรู้ใหม่ ๆ ภาคก็จะเสี่ยงเข้าสู่ academic stagnation 💤 2️⃣ เสียเวลากับปัญหาในองค์กร → เอกสาร งานราชการ การเมืองภายใน ทำให้ทั้งอาจารย์และนักศึกษาหมดพลังงาน ผลงานจริงหาย Productivity ลด 📑 3️⃣ ไม่ภูมิใจจะชวนใครมาอยู่ด้วย → ถ้าอาจารย์ยังไม่อยากแนะนำลูกศิษย์กลับมาศึกษาต่อในภาคเดียวกัน แสดงว่าภาคเริ่มหมดเสน่ห์ 💔 4️⃣ ขาดความมั่นใจ → อาจารย์รุ่นใหม่ถูกกดทับ ไม่ได้พื้นที่แสดงฝีมือ สุดท้ายก็หยุด push งานใหม่ ๆ 🚫 5️⃣ งานทำร้ายสุขภาพ → ภาระสอน + งานเอกสารมากเกินไป จนไม่มีเวลาเผยแพร่หรือวิจัย → คนก็พัง ชื่อเสียงก็พัง 🩺 --- 😵 Paradox ของระบบมหาวิทยาลัยไทย * คนที่อินกับการสอน การวิจัย มองเห็นสัญญาณเหล่านี้ทั้งหมด → ไม่โอเค → เสี่ยง burn out * แต่คนที่ไม่ทำอะไรมาก กลับรู้สึกว่า “ทุกอย่างก็โอเคดี” → อยู่สบาย ๆ รอโอกาสขึ้นบริหาร --- 🤔 ทำไมถึงเป็นแบบนี้? * ระบบค่าตอบแทนคงที่ → ไม่ทำก็ได้เงินเดือน ทำเยอะก็ไม่ได้ reward เพิ่มทันที → demotivation * ขาดระบบคัดกรอง/ต่อสัญญา → เก้าอี้ถาวรและตำแหน่งบริหาร ไม่ถูกประเมินจริงจัง คนเก่งหมดไฟ แต่คนเฉื่อยอยู่ได้เรื่อย ๆ * แรงจูงใจภายในต่างกัน → บางคนอยู่เพราะ passion อยากสร้างการเปลี่ยนแปลง ❤️ แต่บางคนอยู่เพราะสวัสดิการและความมั่นคง 🛋️ --- นี่แหละ… University System’s Paradox ของไทย 🏫 ระบบที่ควรเป็นพื้นที่บ่มเพาะความรู้และสร้างพลัง ✨ กลับกลายเป็นระบบที่ผลักให้คนไฟแรงหมดไฟ 🔥➡️🕯️ และเปิดพื้นที่ให้คนเฉื่อยอยู่อย่างสบายต่อไป 😌 --- 🌍 แล้วที่อื่นเหมือนไทยไหม? 🇺🇸 / 🇪🇺 ตะวันตก (ต่างจากไทย) * แรงกดดันจาก Performance & Funding → ไม่ทำผลงานจริง ๆ อาจไม่ผ่าน tenure * ระบบประเมินต่อเนื่อง → วัดผลงานทั้งสอน-วิจัย-หาทุน ไม่ผ่านก็ไม่เลื่อนขั้น * Mobility สูง → อาจารย์ย้ายสถาบันได้ง่าย ถ้าที่ไหนไม่ healthy ก็ลาออกได้จริง * Reward ชัด → ผลงานดี = research grant/เลื่อนตำแหน่ง, ผลงานไม่ดี = ถูกลดบทบาท 🇯🇵 / 🇰🇷 เอเชียตะวันออก (คล้ายไทย) * ระบบอาวุโสสูง ความมั่นคงสูง ไล่ออกยาก * แต่เริ่มมีการปรับ เช่น สัญญา fixed-term หรือระบบประเมินเข้มขึ้น --- ✨ สรุป ** ไทย: อยู่ได้แม้ไม่ทำงานมาก 😌 ** เมกา/ยุโรป: อยู่ได้ถ้าผ่าน tenure แต่กว่าจะถึงตรงนั้นโหดมาก 💪 ** ญี่ปุ่น/เกาหลี: วัฒนธรรมอาวุโสคล้ายไทย แต่กำลังถูก disrupt 🔄
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง