Kasetsart UniversityThe Life Systems University
Archive

การรู้บทและเล่นตามบทให้ดีที่สุด คือสิ่งที่ทำให้องค์กรเดินหน้าได้อย่างมั่นคง

ข้อเขียนนี้สะท้อนมุมมองจากประสบการณ์การเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยว่าการทำงานในองค์กรใหญ่ต้องแยกให้ชัดระหว่างบทบาทเชิงโครงสร้างกับบทบาทเชิงปฏิบัติ และเมื่อทุกคนรู้บทของตนเอง องค์กรจึงจะเดินหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
หมวด: ธรรมาภิบาลและการบริหารมหาวิทยาลัย
วันที่โพสต์: 16 March 2026
ที่มา: Facebook post archive
governance institutional-roles university-council process-design ku
Rewritten Post
ในสภามหาวิทยาลัย เราต้องพูดถึงบทบาท ไม่ใช่บุคคล
ภาพประกอบบทความเรื่องบทบาทของกรรมการสภามหาวิทยาลัย
คลิกรูปเพื่อดูภาพขยายใหญ่

บทความนี้ถ่ายทอดประสบการณ์จากการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยประเภทคณาจารย์ประจำ ซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติอย่างมาก เพราะเป็นการได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนร่วมอาชีพให้มาเป็นตัวแทนและเป็นปากเป็นเสียงในระดับโครงสร้างของมหาวิทยาลัย

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าความภูมิใจ คือการค้นพบว่าการทำงานของสภามหาวิทยาลัยในความเป็นจริงไม่ได้เหมือนภาพที่หลายคนคิด วาระส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองมาทั้งหมดแล้วและถูกนำมาให้สภาอนุมัติ มากกว่าจะเป็นพื้นที่อภิปรายเรื่องตื่นเต้นตลอดเวลา

ในบริบทเช่นนี้ ผู้เขียนจึงพยายามเสนอวาระเชิงนโยบายเดือนละหนึ่งเรื่อง โดยยึดหลักว่าเมื่ออยู่ในบทบาทของกรรมการ ก็ต้องทำหน้าที่ ยกประเด็น ไม่ใช่ข้ามไปทำหน้าที่ผู้บริหารหรือผู้ปฏิบัติเอง

บทบาทของสภาคือโครงสร้าง ส่วนบทบาทของผู้บริหารคือการดำเนินการ

แกนกลางของบทความนี้อยู่ที่แนวคิดว่าเราต้องพูดถึง บทบาท ไม่ใช่ บุคคล เมื่ออยู่ในบทบาทอาจารย์ก็ต้องเป็นอาจารย์ อยู่ในบทบาทนักวิจัยก็ต้องทำวิจัย และเมื่ออยู่ในบทบาทกรรมการสภา ก็ต้องยกประเด็นในระดับโครงสร้างโดยไม่ล้ำเส้นไปกำหนดรายละเอียดการบริหารเกินจำเป็น

การแยกเช่นนี้ทำให้เห็นชัดว่า สภามีภารกิจด้านโครงสร้างและทิศทาง ส่วน ผู้บริหารมีภารกิจด้านการดำเนินการ และหากใครย้ายบทบาทไป ก็ต้องยอมรับกติกาและหน้าที่ของบทใหม่ด้วย

องค์กรใหญ่คือโรงละครที่ทุกคนต้องเล่นบทของตนให้ดีที่สุด

บทความใช้ภาพเปรียบว่าโลกและมหาวิทยาลัยก็เหมือนโรงละครที่ทุกคนมีบทให้เล่น และความมั่นคงขององค์กรขึ้นอยู่กับการที่แต่ละฝ่ายรู้บทของตัวเองและเล่นบทนั้นให้ดีที่สุด ซึ่งช่วยให้ไม่ต้องไปตัดสินกันที่ความเป็นปัจเจกมากเกินไป

แม้ผู้เขียนจะเห็นว่าสภามหาวิทยาลัยมีบุคลิกโดยรวมที่เน้นความยั่งยืนและความมั่นคงมากกว่าความเสี่ยง แต่ก็ยังตั้งคำถามว่าในยุคที่ AI และโลกภายนอกเปลี่ยนเร็วมาก สภาและผู้บริหารจะช่วยกันประคองมหาวิทยาลัยให้ปรับตัวทันได้อย่างไร โดยไม่เสียหลักขององค์กรไป

Original
ลิงก์อ้างอิง:
f
Original Facebook Post
พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า รู้สึกเป็นที่รักที่ Department of Computer Engineering - Kasetsart University 16 มีนาคม · กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย · แชร์กับ สาธารณะ ถ้าจะต้องเล่าอีกเรื่องหนึ่ง คงเล่าเรื่องการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย ประเภทคณาจารย์ประจำ ซึ่งเป็นบทบาทหนึ่งที่ผมมีโอกาสได้ทำในช่วงปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเป็นกรรมการสภาในวาระนี้ประมาณ 18 เดือน เพราะเข้ามาทำหน้าที่แทนกรรมการท่านเดิมที่พ้นตำแหน่งจากการเกษียณอายุราชการ และวาระของผมก็จะสิ้นสุดลงในเดือนกรกฎาคมนี้ ผมว่าตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่ภูมิใจมากนะครับ เพราะเป็นเกียรติที่เพื่อนร่วมงานร่วมอาชีพในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เลือกมาเป็นตัวแทน เป็นปากเป็นเสียงแทน ผมก็ทำหน้าที่เต็มที่ครับ แม้ผมจะคิดว่าตัวเองอายุเกินสำหรับตำแหน่งนี้ไปหน่อยแล้ว แต่ก็มีกรรมการท่านอื่นที่อายุใกล้เคียงผมอยู่เหมือนกัน ผมคิดว่าประสบการณ์ที่อยู่ในรั้ว มก. มายาวนาน อย่างน้อยก็พอจะช่วยชี้ให้เห็นว่าอะไรคือข้อจำกัด โอกาส ความเสี่ยง และปัญหา ผมพยายามนำเสนอวาระเชิงนโยบายเดือนละหนึ่งเรื่อง เพื่อไม่ให้มันเยอะเกินไป เพราะทุกครั้งที่ประชุมใช้เวลานานมาก ที่ยาวที่สุดเริ่ม 13.30 เลิก 20.30 แบบ nonstop และผมจำไม่ได้เลยว่ามีครั้งไหนเลิกก่อน 18.00 ถ้าจะเล่าว่าเขาคุยอะไรกันในสภา ก็ต้องบอกว่าไม่เหมือนกับที่ผมคิดก่อนเข้าไป วาระส่วนใหญ่เป็นกระบวนการที่มหาวิทยาลัยดำเนินการมาแล้ว และนำมาให้สภามหาวิทยาลัยอนุมัติ ซึ่งโดยมากก็ผ่านการกลั่นกรองมาตลอดทางแล้ว จึงไม่ค่อยมีอะไรตื่นเต้นมาก ส่วนวาระลับก็เช่นกัน เป็นเรื่องลับจริง ๆ เล่าไม่ได้ แต่ผลของวาระลับก็เช่นการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ เป็นต้น เอาเป็นว่าผมก็มีความเห็นได้เฉพาะเรื่องที่ผมรู้จริง เช่น เรื่องไอที หลักสูตร และวิจัย ไอทีเป็นวิชาชีพของผม หลักสูตรก็เป็นงานประจำของผม ส่วนวิจัยผมมีประสบการณ์ยาวนานที่ สวพ.มก. อยู่แถวนั้นมา 21 ปี ก็พอมั่นใจว่ารู้ลึกอยู่บ้าง การเป็นกรรมการสภานี่ ถ้าจะถามว่าเป็นงานดีไหม ก็ตอบได้ว่าดีก็ได้ ไม่ดีก็ได้ เพราะถ้าไม่พูดอะไรเลย นั่งเฉย ๆ ก็คงผ่านไปได้เหมือนกัน แต่ข้อดีก็คือ ถ้าได้พูด ก็สามารถพูดในประเด็นที่ไม่ต้องรับผิดชอบในการดำเนินการเอง ที่บอกว่าไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ว่าไม่อยากรับหรือปัดป้องอะไร แต่เพราะหน้าที่ของกรรมการไม่ได้มีภารกิจ execute ใด ๆ โดยหลักการแล้ว กรรมการจะพูดเอาหล่ออย่างเดียวก็ได้ เช่นถามว่าทำไมไม่ทำโน่นทำนี่ แต่ที่ผมเสนอวาระในสภา ใครสนใจก็ลองค้นในเฟซของผมดูได้ครับ ผมโพสต์ทุกเรื่องที่ผมเสนอไว้ จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ลองพิจารณากันดู ผมเข้าใจนะ ในมุมของผู้ปฏิบัติ เขาก็มีข้อจำกัดในการทำงานของเขาเหมือนกัน แต่ทุกคนก็ต้องเข้าใจบทบาทของตัวเอง ว่ากรรมการมีหน้าที่ยกประเด็น ส่วนมหาวิทยาลัยมีหน้าที่รับนโยบายจากสภาไปดำเนินการ ผมย้ำเสมอว่าเราต้องพูดถึง “บทบาท” ไม่ใช่ “บุคคล” ประเด็นคือเราต้องเล่นตามบท วันนี้เราเล่นบทอาจารย์ เราก็ต้องเป็นอาจารย์ พรุ่งนี้เล่นบทนักวิจัย ก็ต้องทำวิจัย และวันนี้เล่นบทกรรมการสภา ผมก็ต้องยกประเด็น ถ้าวันหนึ่งผมจะไปเป็นอะไร ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าบทนั้นคืออะไร การที่เรารู้บทและเล่นตามบท ไม่ล้ำเส้นกัน จะทำให้เข้าใจบทบาทและภารกิจขององค์กรโดยรวม โดยไม่ต้องไปพิจารณาถึงความเป็นปัจเจก ยกตัวอย่างให้เห็นชัด ถ้ากรรมการพูดถึงโครงสร้าง ก็เพราะโครงสร้างเป็นภารกิจของสภาว่ามหาวิทยาลัยควรเป็นอย่างไร แต่ถ้าวันหนึ่งกรรมการคนนั้นไปเป็นผู้บริหาร ก็ต้องเล่นบทว่าโครงสร้างมีมาแล้ว ก็ต้องทำตามนั้น ทำให้แยกกันได้ชัดว่า บทบาทโครงสร้างคือสภา ส่วนบทบาทการดำเนินการเป็นของผู้บริหาร สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ สภามหาวิทยาลัยมีบุคลิกโดยรวมที่เน้นความยั่งยืนและความมั่นคง แม้จะอยากมีความ dynamic ก็จะไม่เลือกทางที่เสี่ยงมากนัก ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ แต่เผอิญว่ายุคของ AI มัน dynamic เกินเหตุเหมือนกัน เลยอดคิดไม่ได้ว่าเราจะปรับตัวทันหรือเปล่า แต่มันดันไม่ใช่แค่ AI หนะสิ สังคมสูงวัย โลกร้อน พลังงาน สงคราม นโยบายรัฐบาล รวมถึงการแข่งขันของมหาวิทยาลัย ทุกอย่างเป็น dynamic ที่มีผลกระทบต่อองค์กร และแน่นอน สภา และผู้บริหาร ก็ต้องช่วยกันประคองให้มหาวิทยาลัยก้าวไปข้างหน้า อย่างน้อยในบทบาทกรรมการสภา ผมก็ทำหน้าที่ของผม คือยกประเด็น เพราะถ้าผมไปเสนอรายละเอียดการบริหารมากเกินไป เดี๋ยวก็จะมีคนบอกเหมือนกันว่าผมไม่รู้จักหน้าที่ จริงไหมครับ สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นในสภาชัดอย่างหนึ่งก็คือ โลกก็คือโรงละครแหละครับ ทุกคนมีบทให้เล่น และคงต้องเล่นตามบทบาทที่กำหนดให้ เพียงแต่บางบทที่อาจไม่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยโดยตรง เขาก็ต้องเล่น ผลลัพธ์มันเลยดูงง ๆ อยู่บ้าง แต่สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดก็คือ เมื่อเรารู้บทบาทของตัวเองแล้ว ก็ต้องเล่นบทนั้นให้ดีที่สุด เพื่อให้องค์กรโดยรวมเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง