Kasetsart UniversityThe Life Systems University
Archive

มหาวิทยาลัยต้องกลับมาถามใหม่ว่าผลิตบัณฑิตเพื่อตอบโจทย์ใคร

ข้อเขียนนี้ตั้งคำถามกับวิธีคิดแบบเดิมของระบบการศึกษาไทยที่แก้ปัญหาด้วยการเพิ่มสารพัดเรื่องเข้าไปในหลักสูตร โดยไม่ย้อนถามหน้าที่แท้จริงของมหาวิทยาลัย บทบาทของภาควิชา และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่สอนกับสิ่งที่สังคมต้องการจากบัณฑิต
หมวด: หลักสูตรและการเรียนรู้
วันที่โพสต์: 01 April 2026
ที่มา: Facebook post archive
curriculum graduates university-reform systems-thinking interdisciplinary
Rewritten Post
ถ้าโลกเปลี่ยนไปแล้ว คำตอบเรื่องนิสิต บัณฑิต และหน้าที่ของมหาวิทยาลัยก็คงต้องเปลี่ยน
ภาพประกอบบทความเรื่องนิสิต บัณฑิต และหน้าที่ของมหาวิทยาลัย
คลิกรูปเพื่อดูภาพขยายใหญ่

บทความนี้วิจารณ์วิธีคิดแบบเดิมของระบบการศึกษาไทยที่เมื่อเกิดวิกฤติ ก็หันไปแก้ด้วยการเพิ่มอะไรบางอย่างเข้าไปในหลักสูตรแบบ ad hoc ไม่ว่าจะเป็นศีลธรรม หน้าที่พลเมือง ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน AI พลศึกษา คณิตศาสตร์ หรือศิลปะ โดยหวังว่าการเติมรายวิชาหรือหัวข้อใหม่จะช่วยแก้ปัญหาเชิงระบบได้ทั้งหมด

แต่ปัญหาที่บทความชี้ให้เห็นลึกกว่านั้น คือการที่มหาวิทยาลัยและพื้นที่นโยบายด้านการศึกษามักคุยเรื่องใหญ่ระดับประเทศอย่างท่าเรือน้ำลึก จีโนม หรือการพัฒนาพื้นที่กันดาร ขณะที่ในความเป็นจริงกลับปล่อยหลักสูตรให้แก้ไปตามรอบ และไม่ย้อนถามอย่างจริงจังว่า ภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยต่อนิสิตและบัณฑิตคืออะไร

โพสต์นี้ยังตั้งข้อสังเกตแรง ๆ ต่อสถานการณ์ที่ความรู้หาได้จากอินเทอร์เน็ตแทบทั้งหมด คอร์สออนไลน์ระดับโลกมีคุณภาพสูงกว่า และ AI ก็ช่วยแปลภาษาได้ง่ายขึ้น ในบริบทเช่นนี้ ความคิดที่ว่ามหาวิทยาลัยไทยจะไปแข่งขายคอร์สออนไลน์จึงอาจสะท้อนความไม่เข้าใจทั้งเรื่องตลาด เนื้อหา และต้นทุนการผลิตความรู้ในยุคใหม่

ภาควิชายังใส่ใจนิสิตที่สุด แต่ระบบทั้งมหาวิทยาลัยกลับคุยกันคนละเรื่อง

ในสายตาของบทความ ภาควิชาเป็นหน่วยที่ใส่ใจนิสิตอย่างตรงไปตรงมาที่สุด แต่ก็ถูกตีกรอบให้คุยได้เฉพาะเรื่องของตัวเอง ขณะที่โต๊ะอื่น ๆ ในมหาวิทยาลัยกลับคุยกันคนละระดับและคนละภาษา ระดับมหาวิทยาลัยคุยภาพกว้างเชิงนามธรรม ระดับคณะคุยเรื่อง MOU และความร่วมมือ แต่ทุกโต๊ะไม่เคยคุยกันจริงในสิ่งที่จะเปลี่ยนผลลัพธ์ของบัณฑิต

จุดนี้นำไปสู่ข้อเสนอสำคัญว่ามหาวิทยาลัยควรเปิดพื้นที่ให้ภาควิชาคุยกันข้ามภาควิชา เพื่อสร้างแนวคิดใหม่และความร่วมมือแบบพึ่งพาอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่การดูดทรัพยากรจากกัน เพราะโอกาสใหม่ของบัณฑิตอาจเกิดจากการเชื่อมโยงใหม่ภายในสิ่งแวดล้อมเดิมมากกว่าการเพิ่มสิ่งใหม่แบบกระจัดกระจาย

คำถามหลักไม่ใช่จะเพิ่มอะไร แต่คือบัณฑิตที่เราผลิตกำลังตอบโจทย์ใคร

สารหลักของบทความจึงกลับมาที่คำถามพื้นฐานที่สุดว่า มหาวิทยาลัยมีหน้าที่อะไร และบัณฑิตที่เราผลิตออกไปกำลังตอบโจทย์ใคร ถ้าคนนอกยังบ่นต่อเนื่อง แปลว่าระบบอาจยังไม่เข้าใจหน้าที่ของตัวเองชัดพอในการผลิตบุคลากรชั้นยอดให้สังคม

เมื่อโลกเปลี่ยนไป คำตอบก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย หากยังใช้วิธีเดิม คนเดิม และวิธีคิดเดิม ผลลัพธ์ก็จะยังคงเดิม บทความนี้จึงเป็นคำชวนให้ rethink, reframe และกลับมามองบทบาทของมหาวิทยาลัยผ่านสายตาของนิสิต บัณฑิต และผู้ใช้บัณฑิตอย่างจริงจัง

Original
ลิงก์อ้างอิง:
f
Original Facebook Post
โพสต์ของ พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า รู้สึกเด็ดเดี่ยวที่ Kasetsart University 1 เมษายน เวลา 10:19 น. · กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย · แชร์กับ สาธารณะ นิสิตและบัณฑิต ประเทศนี้มีความคิดที่แปลกเกี่ยวกับการศึกษา เวลามีวิกฤติเกี่ยวกับการศึกษา จะโทษหลักสูตร แล้วจะเพิ่มอะไรที่เป็น ad hoc ใส่เข้าไปแล้วคิดว่าจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ เช่น วันดีคืนดีก็แทรก ศีลธรรม หน้าที่พลเมือง ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน AI พลศึกษา คณิตศาสตร์ ศิลปะ แล้วก็วนไปเรื่อย และเวลาคุยกัน ประชุมกันว่าเราควรไปทางไหน ก็จะเอาภาพใหญ่ระดับประเทศที่เขาคุยกันในสภาพัฒน์มาคุย เช่น การทำท่าเรือน้ำลึก การทำจีโนม การช่วยผู้ยากไร้ การพัฒนาพื้นที่กันดารหรือพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งห่างไกลหน้าที่ของมหาวิทยาลัย แต่เผอิญผมเชื่อว่าเรามักเจอกันบ่อยในพื้นที่พูดคุยในเรื่องการศึกษา แล้วก็เหมือนพยายามช่วยประเทศในภาพใหญ่ แต่พูดไปก็เท่ดี เพราะสุดท้ายไม่ทำอะไร ปล่อยหลักสูตรแก้ตามรอบทุกสี่ปี โดยอาจหวัง หรือ อาจเชื่อว่า มันจะเป็นจริงขึ้นมาในสักวันหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ความรู้หาเอาได้จากในเน็ตแทบทั้งหมด อยากรู้เรื่องไหนลองค้นดูสิ ผมว่ามันมีคอร์สออนไลน์ที่สอนดีกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยซะอีก โดยคลิปทำด้วยคุณภาพระดับฮอลลีวูด ทุนการทำมหาศาล ชื่อเสียงองค์กรในการขายคอร์สก็เหนือกว่ามหาวิทยาลัยในไทยมากมาย แถมยุคนี้ AI ก็แปลไทยให้ด้วย สบายเลย แต่มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งก็ยังมีความคิดว่าจะขายคอร์สออนไลน์กันได้อีก ผมก็ยิ่งงงนะ การขายคอร์สออนไลน์แล้วคุ้มมันต้องได้ mass ครับ ถ้าจะขายคอร์สเทคโนโลยียากๆ แบบออนไลน์ จะเจ๊งชัวร์ เพราะคนสอนเก่งๆ หายาก ทุนจะสูงมาก คนดูก็น้อย และอายุของคลิปก็จะหมดอายุเพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว อยากรวย ทำคลิปกวดวิชาครับ วิชา คณิต-วิทย์ ม.ปลาย 30 ปีมันก็ไม่เปลี่ยนอะไร แล้วมหาวิทยาลัยไทยกำลังทำอะไรกันอยู่ครับ งงไหม? กลับมามองนิสิต ซึ่งเป็นภารกิจของมหาวิทยาลัย ที่นักการศึกษาเน้นย้ำว่าเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง เคยมีไหมครับ จะแทรกเรื่องสำคัญในเชิงนโยบายในหลักสูตร ผมเห็นได้แต่การเรียนศึกษาทั่วไป (GE) ผมเชื่อว่าเด็กเขาเรียนไปงั้นๆ แหละ พอเรียนจบ ก็ทำงาน เข้าไปทำงานดีๆ หรือคอยไปสอบ ภาค ก. หรือเอาปริญญาสาขาอะไรก็ได้ จากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงดีที่สุดที่จะสามารถสอบเข้าไปได้ ไปทำงานอะไรก็ได้ เพราะประเทศนี้ก็ไม่ค่อยมีงานที่ตรงสายจริงๆ สักเท่าไรอยู่แล้ว ทุกวันนี้ มีแต่ภาควิชาเท่านั้นที่ใส่ใจตรงไปตรงมากับนิสิต แต่โดนตีกรอบคุยได้เฉพาะสาขาตัวเอง แต่ว่าโต๊ะอื่นๆ แต่ละโต๊ะ คุยไม่เหมือนกันเลย มหาวิทยาลัยคุยใหญ่ภาพกว้างเชิงนามธรรม ระดับคณะคุยกันทั่วโลกมี MOU กันเพียบ และทุกโต๊ะไม่เคยคุยกัน เราคาดหวังว่ามันจะเวิร์ก แต่มันไม่เคยเลย มันคงจะดีนะ ถ้าระดับภาควิชาได้มีโอกาสที่จะคุยกันข้ามภาควิชา เพื่อสร้างแนวความคิดใหม่ ช่วยเหลือกันแบบพึ่งพาอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่แบบดูดทรัพยากร นั่นจะทำให้เรามีโอกาสใหม่ที่ยิ่งใหญ่โดยอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิม และนั่นคือโอกาสของบัณฑิต เราต้องคิดกันใหม่ได้แล้ว ว่ามหาวิทยาลัยมีหน้าที่อะไร และบัณฑิตที่เราผลิตออกไป กำลังตอบโจทย์ใคร โดยพ้นข้อจำกัดของภาควิชา เราต้องมองมุมใหม่ว่า บัณฑิตที่ผลิตได้ออกไป ทำไมคนภายนอกถึงบ่น และเราต้องทำความเข้าใจว่า เรามีหน้าที่ผลิตบุคลากรชั้นยอดให้สังคม ถ้าเราอยากได้ผลลัพธ์แบบเดิม วิธีเดิมก็ไม่ผิด แต่ถ้าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว คำตอบก็คงต้องเปลี่ยน เพราะวิธีเดิม คนเดิม ก็ได้อย่างเดิม Rethink. Reframe. Realize.
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง