Kasetsart UniversityThe Life Systems University
Archive

กลยุทธ์วิจัยของมหาวิทยาลัยควรเริ่มจากการผลิตบัณฑิตและนักวิจัย ไม่ใช่เริ่มจากการไล่ล่างานตีพิมพ์เพียงอย่างเดียว

ข้อเขียนนี้วิจารณ์กรอบคิดของผู้บริหารด้านวิจัยในมหาวิทยาลัยที่มักเริ่มจากความสำเร็จของตนเองในฐานะนักวิจัย แล้วขยับไปบริหารโดยยังยึดปริมาณผลงานตีพิมพ์เป็นเป้าหมายสูงสุด พร้อมเสนอว่าหากมหาวิทยาลัยจะทำวิจัยให้สอดคล้องกับภารกิจของตนจริง กลยุทธ์ต้องเริ่มจากการผลิตบัณฑิต การสร้างระบบ RA/TA และการใช้คุณภาพงานวิจัยเป็นกลไกกำกับคุณภาพคน ไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวนโครงการหรือคำแฟนซีใหม่ ๆ
หมวด: วิจัยและนวัตกรรม
วันที่โพสต์: 23 May 2025
ที่มา: Facebook post archive
research graduate-education ra-system university-purpose systems-thinking
Rewritten Post
ถ้าผู้บริหารวิจัยยังคิดว่าผลงานตีพิมพ์คือเป้าหมายสูงสุด มหาวิทยาลัยก็จะสร้างโครงการใหม่ได้เรื่อย ๆ แต่สร้างระบบผลิตคนไม่ได้จริง
ภาพประกอบบทความเรื่องกลยุทธ์วิจัยควรเริ่มจากบัณฑิตไม่ใช่แค่ตีพิมพ์
คลิกรูปเพื่อดูภาพขยายใหญ่

โพสต์นี้ตั้งข้อสังเกตแรงและแม่นต่อเส้นทางของผู้บริหารด้านวิจัยในหลายมหาวิทยาลัยว่า พวกเขามักเริ่มจากการเป็นนักวิจัยที่ประสบความสำเร็จในงานของตนเอง มีความเชื่อมั่นสูง และคุ้นกับการวัดคุณค่าผ่านผลงานตีพิมพ์ แต่กลับไม่ค่อยมีประสบการณ์ด้านการบริหารงานวิจัยเชิงระบบหรือเชิงนโยบาย

เมื่อคนแบบนี้ขึ้นมาเป็นผู้บริหาร จึงมักคิดเรื่องการสร้างระบบวิจัยใหม่ผ่านโครงการชื่อสวยหรือคำแฟนซีมากมาย แต่ยังวนกลับไปยึดตัวชี้วัดเดิมคือปริมาณงานตีพิมพ์ ทั้งที่ภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยควรเริ่มจากการผลิตบัณฑิตและนักวิจัย มากกว่าการเร่งสะสมผลงานเพียงอย่างเดียว

ปัญหาไม่ใช่การให้ความสำคัญกับงานตีพิมพ์ แต่คือการยกมันขึ้นเป็นเป้าหมายสูงสุดจนหลุดจากภารกิจของมหาวิทยาลัย

ผู้เขียนไม่ได้ปฏิเสธว่าความรู้ใหม่คือหัวใจของงานวิจัย ตรงกันข้าม เขายอมรับว่างานวิจัยในมหาวิทยาลัยต้องมีองค์ความรู้ใหม่เสมอ แต่สิ่งที่ถูกวิจารณ์คือการที่ผู้บริหารด้านวิจัยจำนวนมากยังคิดแบบแยกงานวิจัยออกจากภารกิจหลักของมหาวิทยาลัย จนทำให้การผลิตบัณฑิตกลายเป็นของแถมหรือผลพลอยได้

เมื่อรองวิจัยกับรองวิชาการถูกแยกจากกันอย่างเป็นระบบ แผนงานวิจัยก็ยิ่งมีแนวโน้มถูกออกแบบเพื่อเพิ่มผลงาน มากกว่าจะใช้คุณภาพของงานวิจัยเป็นกลไกกำกับคุณภาพของบัณฑิตและนักวิจัยรุ่นใหม่

ระบบ RA และ TA ที่เป็นมืออาชีพคือโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมงานวิจัยเข้ากับการผลิตคน

ตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนตอนเรียนปริญญาเอกในฐานะ Research Assistant ชี้ให้เห็นชัดว่า ถ้ามหาวิทยาลัยมีระบบ RA/TA จริงจัง นักศึกษาจะอยู่ได้ ระบบการเงินจะโปร่งใสขึ้น และการทำวิจัยจะไม่ขึ้นกับความเมตตาส่วนตัวของอาจารย์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่ออกแบบไว้แล้ว

นี่คือจุดที่บทความนี้เสนอทางออกที่จับต้องได้ ไม่ใช่เพียงวิจารณ์ว่าระบบปัจจุบันพัง แต่ชี้ว่าถ้าอยากทำมหาวิทยาลัยให้เป็นอย่างที่ควรเป็น ต้องเริ่มสร้างกลไกพื้นฐานที่ทำให้นักศึกษาบัณฑิตศึกษาเป็นผู้ฝึกวิจัยอย่างมืออาชีพจริง ไม่ใช่แรงงานชั่วคราวในระบบทุนของอาจารย์

ถ้ายังคิดแค่เรื่องใหม่โดยไม่สร้างระบบที่ใช้ได้จริง เดี๋ยวเรื่องก็เก่า แต่ปัญหาเดิมจะยังอยู่เหมือนเดิม

ช่วงที่ผู้เขียนวิจารณ์การตั้งโครงการชื่อสวยด้วยคำอย่าง emerging, frontier, digital transformation หรือ innovation เป็นการเตือนว่าการบริหารวิจัยแบบวิ่งตามคำใหม่อาจทำให้ดูทันสมัย แต่ถ้าไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างจริง สุดท้ายโครงการเหล่านั้นก็จะเก่า และถูกแทนที่ด้วยคำใหม่รอบถัดไปโดยที่ระบบพื้นฐานยังไม่ดีขึ้น

ดังนั้น ข้อเสนอหลักของบทความนี้คือ มหาวิทยาลัยต้องเลิกคิดเรื่องวิจัยแบบ campaign-based แล้วหันมาคิดแบบ systems-based คือออกแบบโครงสร้างที่เชื่อมการวิจัยเข้ากับการผลิตบัณฑิต การเลี้ยงดูนักวิจัยรุ่นใหม่ และการใช้ทรัพยากรอย่างมืออาชีพให้ได้ก่อน

Original
ลิงก์อ้างอิง:
f
Original Facebook Post
พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า 23 พฤษภาคม 2025 · 🎓 บางทีเราก็ลืมไปว่า เป้าหมายของมหาวิทยาลัย คือการผลิต “บัณฑิต” ไม่ใช่แค่ “ตีพิมพ์” ผู้บริหารด้านงานวิจัยระดับสูงในหลายองค์กร มักมีเส้นทางคล้ายกัน: 🔹 เริ่มจากเป็นนักวิจัยที่ประสบความสำเร็จในงานตัวเอง เป็นที่ยอมรับในสาขา 🔹 มาจากสายวิทยาศาสตร์พื้นฐานหรือสุขภาพ 🔹 เชื่อมั่นในตัวเองสูง 🔹 มักไม่เคยบริหารงานวิจัยในเชิงระบบ 🔹 มักไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนโยบาย 🔹 แม้จะพยายามบอกว่า “การใช้ประโยชน์สำคัญ” แต่สุดท้ายก็มักยึด “งานตีพิมพ์” เป็นเป้าหมายสูงสุด (📉 มากกว่าการเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับภารกิจหลักของมหาวิทยาลัย) --- พอได้เป็นผู้บริหาร ก็มักคิดว่า - “ต้องสร้างระบบวิจัยใหม่” - “คนเก่าคิดไม่เป็นระบบ” แล้วก็... วนลูปเดิม 📦 ตั้ง "โครงการ" ชื่อสวย คำแฟนซี เทคโนโลยีล้ำยุค emerging, frontier, digital transformation, innovation... ซึ่งเดี๋ยวก็เก่า แล้วก็จะมี “ของใหม่” มาแทนอีก --- 💡 สิ่งที่ขาด คือ “วิธีคิดเชิงระบบ” 🏫 ในหลายมหาวิทยาลัย รองฯ วิจัย มักแยกจากรองฯ วิชาการ แผนงานวิจัยในมหาวิทยาลัยจึงถูกออกแบบให้ 🎯 “การผลิตบัณฑิต” กลายเป็นของแถม ทั้งที่จริง 🎯 “การผลิตบัณฑิต” ควรเป็นเป้าหมายหลัก 🎯 “ปริมาณงานวิจัย” ควรแปรผันตามปริมาณของบัณฑิต 🎯 “คุณภาพงานวิจัย” ควรเป็นกลไกในการกำกับคุณภาพของบัณฑิต 👨‍🎓 ตอนผมเรียน ป.เอก เป็น Research Assistant (RA) แล้วได้เงินเดือนจากระบบของมหาวิทยาลัย ***ไม่ใช่แค่รอให้อาจารย์เมตตาให้เงินกินข้าว 💼 มีระบบ TA/RA จริงจัง — นิสิตอยู่ได้ 💰 มหาวิทยาลัยก็ดูแลได้ ✅ เงินทองไม่รั่วไหล ❓ มหาวิทยาลัยไทย... เคยมีระบบแบบนั้นไหม? หรือจะมีไหมในอนาคต? --- ใช่ครับ การได้ “ความรู้ใหม่” คือหัวใจของงานวิจัย แผนงานวิจัยในมหาวิทยาลัยก็ต้องมีองค์ความรู้ใหม่เสมอ แต่ถ้าคิดแค่ “ทำเรื่องใหม่” โดยไม่พัฒนา “โครงสร้างที่ใช้ได้จริง” เดี๋ยวเรื่องมันก็เก่า ระบบมันก็พัง *** อย่างน้อยคิดระบบ RA ให้มันเป็น Professional หน่อยเถอะ ปล. - ผมขอออกตัวว่าผมเขียนตามประสบการณ์ที่ผมเคยพบเจอเอง และบอกเล่าพูดคุยกับเพื่อนฝูงที่รู้จักกันมากมายทั้งในและต่างประเทศ สิ่งที่ผมเขียน ผมไม่ได้ชี้ไปที่มหาวิทยาลัยใดเป็นการเฉพาะเจาะจงนะครับ - ส่วนเรื่อง “ความล้มเหลวของระบบมหาวิทยาลัย” ผมเคยเขียนไว้ใน #FailedUniversity แล้ว ตามอ่านตอนรวมได้ที่นี่ครับ
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง