กลยุทธ์วิจัยของมหาวิทยาลัยควรเริ่มจากการผลิตบัณฑิตและนักวิจัย ไม่ใช่เริ่มจากการไล่ล่างานตีพิมพ์เพียงอย่างเดียว
โพสต์นี้ตั้งข้อสังเกตแรงและแม่นต่อเส้นทางของผู้บริหารด้านวิจัยในหลายมหาวิทยาลัยว่า พวกเขามักเริ่มจากการเป็นนักวิจัยที่ประสบความสำเร็จในงานของตนเอง มีความเชื่อมั่นสูง และคุ้นกับการวัดคุณค่าผ่านผลงานตีพิมพ์ แต่กลับไม่ค่อยมีประสบการณ์ด้านการบริหารงานวิจัยเชิงระบบหรือเชิงนโยบาย
เมื่อคนแบบนี้ขึ้นมาเป็นผู้บริหาร จึงมักคิดเรื่องการสร้างระบบวิจัยใหม่ผ่านโครงการชื่อสวยหรือคำแฟนซีมากมาย แต่ยังวนกลับไปยึดตัวชี้วัดเดิมคือปริมาณงานตีพิมพ์ ทั้งที่ภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยควรเริ่มจากการผลิตบัณฑิตและนักวิจัย มากกว่าการเร่งสะสมผลงานเพียงอย่างเดียว
ปัญหาไม่ใช่การให้ความสำคัญกับงานตีพิมพ์ แต่คือการยกมันขึ้นเป็นเป้าหมายสูงสุดจนหลุดจากภารกิจของมหาวิทยาลัย
ผู้เขียนไม่ได้ปฏิเสธว่าความรู้ใหม่คือหัวใจของงานวิจัย ตรงกันข้าม เขายอมรับว่างานวิจัยในมหาวิทยาลัยต้องมีองค์ความรู้ใหม่เสมอ แต่สิ่งที่ถูกวิจารณ์คือการที่ผู้บริหารด้านวิจัยจำนวนมากยังคิดแบบแยกงานวิจัยออกจากภารกิจหลักของมหาวิทยาลัย จนทำให้การผลิตบัณฑิตกลายเป็นของแถมหรือผลพลอยได้
เมื่อรองวิจัยกับรองวิชาการถูกแยกจากกันอย่างเป็นระบบ แผนงานวิจัยก็ยิ่งมีแนวโน้มถูกออกแบบเพื่อเพิ่มผลงาน มากกว่าจะใช้คุณภาพของงานวิจัยเป็นกลไกกำกับคุณภาพของบัณฑิตและนักวิจัยรุ่นใหม่
ระบบ RA และ TA ที่เป็นมืออาชีพคือโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมงานวิจัยเข้ากับการผลิตคน
ตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนตอนเรียนปริญญาเอกในฐานะ Research Assistant ชี้ให้เห็นชัดว่า ถ้ามหาวิทยาลัยมีระบบ RA/TA จริงจัง นักศึกษาจะอยู่ได้ ระบบการเงินจะโปร่งใสขึ้น และการทำวิจัยจะไม่ขึ้นกับความเมตตาส่วนตัวของอาจารย์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่ออกแบบไว้แล้ว
นี่คือจุดที่บทความนี้เสนอทางออกที่จับต้องได้ ไม่ใช่เพียงวิจารณ์ว่าระบบปัจจุบันพัง แต่ชี้ว่าถ้าอยากทำมหาวิทยาลัยให้เป็นอย่างที่ควรเป็น ต้องเริ่มสร้างกลไกพื้นฐานที่ทำให้นักศึกษาบัณฑิตศึกษาเป็นผู้ฝึกวิจัยอย่างมืออาชีพจริง ไม่ใช่แรงงานชั่วคราวในระบบทุนของอาจารย์
ถ้ายังคิดแค่เรื่องใหม่โดยไม่สร้างระบบที่ใช้ได้จริง เดี๋ยวเรื่องก็เก่า แต่ปัญหาเดิมจะยังอยู่เหมือนเดิม
ช่วงที่ผู้เขียนวิจารณ์การตั้งโครงการชื่อสวยด้วยคำอย่าง emerging, frontier, digital transformation หรือ innovation เป็นการเตือนว่าการบริหารวิจัยแบบวิ่งตามคำใหม่อาจทำให้ดูทันสมัย แต่ถ้าไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างจริง สุดท้ายโครงการเหล่านั้นก็จะเก่า และถูกแทนที่ด้วยคำใหม่รอบถัดไปโดยที่ระบบพื้นฐานยังไม่ดีขึ้น
ดังนั้น ข้อเสนอหลักของบทความนี้คือ มหาวิทยาลัยต้องเลิกคิดเรื่องวิจัยแบบ campaign-based แล้วหันมาคิดแบบ systems-based คือออกแบบโครงสร้างที่เชื่อมการวิจัยเข้ากับการผลิตบัณฑิต การเลี้ยงดูนักวิจัยรุ่นใหม่ และการใช้ทรัพยากรอย่างมืออาชีพให้ได้ก่อน