Kasetsart UniversityThe Life Systems University
Archive

มหาวิทยาลัยควรทำวิจัยที่ระบบประเทศต้องมี แม้ตลาดยังไม่ทำ

ข้อเขียนนี้เสนอว่ามหาวิทยาลัยไม่ควรแข่งกับเอกชนในสิ่งที่ตลาดทำได้อยู่แล้ว แต่ควรทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทดลองของประเทศสำหรับงานลึก งานนาน และงานที่ถ้าพลาดในระบบจริงจะมีต้นทุนสูง เพื่อสร้างทั้งความรู้ใหม่และคนที่สร้างความรู้นั้นได้จริง
หมวด: วิจัยและนวัตกรรม
วันที่โพสต์: 10 April 2026
ที่มา: Facebook post archive
research innovation systems-thinking national-capability pre-competitive-space
Rewritten Post
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยไม่ควรแข่งกับเอกชน แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ระบบทั้งประเทศใช้เรียนรู้
ภาพประกอบบทความเรื่องบทบาทงานวิจัยของมหาวิทยาลัยต่อการเรียนรู้ของประเทศ
คลิกรูปเพื่อดูภาพขยายใหญ่

คำถามว่ามหาวิทยาลัยควรทำวิจัยเรื่องอะไร มักถูกตั้งอยู่บนสมมติฐานของการแข่งขันกับภาคเอกชน แต่บทความนี้เสนอว่าคำถามที่ตรงกว่าคือ มหาวิทยาลัยควรทำสิ่งใดที่ระบบประเทศต้องมี แม้ตลาดยังไม่พร้อมลงทุนหรือไม่คุ้มจะทำเอง เพราะถ้ามหาวิทยาลัยเลือกทำสิ่งเดียวกับเอกชน ก็มีแนวโน้มสูงว่าจะกลายเป็นการทำสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องมีเรา

ในกรอบนี้ งานวิจัย จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียง output หรือจำนวน paper แต่ควรถูกมองเป็นinfrastructure ของการเรียนรู้ ของประเทศ เป็นพื้นที่ที่ไอเดียใหม่ถูกทดลอง เทคโนโลยีถูกพิสูจน์ และระบบถูกออกแบบก่อนนำไปใช้จริงในสถานการณ์ที่ความผิดพลาดอาจมีราคาแพงมาก

บทบาทเช่นนี้สำคัญมากกับงานเชิงลึก งานที่ใช้เวลานาน และงานที่ยังไม่เห็นผลระยะสั้น เพราะงานจำนวนมากในลักษณะนี้ ภาคอุตสาหกรรมไม่ทำ และ ภาครัฐทำได้จำกัด หากไม่มีพื้นที่กลางมารับโจทย์เหล่านี้ ประเทศก็จะเหลือทางเลือกเพียงการลองผิดลองถูกในระบบจริง ซึ่งทั้งแพงและบางกรณีอาจพลาดไม่ได้เลย

งานวิจัยคือ pre-competitive space ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน

บทความนี้จึงมองมหาวิทยาลัยเป็น pre-competitive space หรือพื้นที่ที่ไม่มีใครอยากแบกรับต้นทุนคนเดียว แต่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันจากการมีอยู่ของมัน อุตสาหกรรมได้พื้นที่ทดลองโดยไม่ต้องรับความเสี่ยงทั้งหมด ภาครัฐได้องค์ความรู้ที่ผ่านการพิสูจน์มากกว่านโยบายบนกระดาษ และชุมชนได้การแก้ปัญหาที่เข้าใจบริบทจริง

นี่คือจุดที่มหาวิทยาลัยต้องวางบทบาทตัวเองใหม่ให้เป็น Trusted System Partner for Capability Building ไม่ใช่ผู้เล่นที่พยายามแข่งกับอุตสาหกรรมในสิ่งที่อีกฝ่ายทำได้เร็วกว่า ถูกกว่า และเสี่ยงต่ำกว่าอยู่แล้ว

คุณค่าที่แท้จริงของวิจัยคือการสร้างคนที่สร้างความรู้ได้

ความแตกต่างสำคัญอีกประการคือ มหาวิทยาลัยสามารถลองผิดลองถูกในพื้นที่ที่ควบคุมได้ แม้ผลลัพธ์จะไม่ได้สำเร็จทุกครั้ง แต่ขั้นต่ำที่สุดระบบจะได้ความรู้ใหม่ และที่สำคัญกว่านั้นคือได้คนที่สร้างความรู้เป็น ซึ่งเป็นความสามารถที่เอกชนซื้อแทนหรือเร่งสร้างในระยะสั้นได้ยาก

เพราะฉะนั้น วิจัยจึงสำคัญไม่ใช่เพราะ paper แต่เพราะมันคือกระบวนการสร้างคนและสร้างระบบการเรียนรู้ของประเทศ ถ้ามหาวิทยาลัยยังมองงานวิจัยแบบเดิม วัดแบบเดิม และจัดการแบบเดิม ผลลัพธ์ก็ย่อมไม่ต่างจากเดิม

Original
ลิงก์อ้างอิง:
f
Original Facebook Post
โพสต์ของ พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า รู้สึกคิดบวกที่ Kasetsart University 10 เมษายน เวลา 05:35 น. · กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย · แชร์กับ สาธารณะ วันนี้ก็มีคำถามมาให้ “เคือง”กันอีกรอบครับ ถ้ามหาวิทยาลัยจะต้องทำวิจัย ควรทำเรื่องอะไร? ควรไปแข่งกับเอกชนไหม? ควรทำสิ่งที่ตลาดทำได้อยู่แล้วหรือเปล่า? ผมคิดว่า “ไม่ใช่” — มหาวิทยาลัยไม่ได้มีหน้าที่แค่ “ผลิต paper” แต่มีหน้าที่เป็น พื้นที่ที่ระบบทั้งประเทศใช้เรียนรู้ งานวิจัยจำนวนมาก โดยเฉพาะงานเชิงลึก งานที่ใช้เวลานาน หรืองานที่ “ยังไม่เห็นผลในระยะสั้น” งานพวกนี้ ภาคอุตสาหกรรมไม่ทำ ภาครัฐก็ทำได้จำกัด แต่ถ้าไม่มีใครทำ ประเทศจะต้องเรียนรู้ด้วยวิธีเดียวคือ “ลองผิดลองถูกในระบบจริง” ซึ่งทั้งแพง และบางครั้งพลาดไม่ได้ มหาวิทยาลัยจึงมีบทบาทสำคัญอย่างหนึ่งคือ ช่วยลดต้นทุนความเสี่ยงของระบบ — ในมุมนี้ “งานวิจัย” ไม่ใช่ output แต่เป็น infrastructure ของการเรียนรู้ เป็นพื้นที่ที่ – ไอเดียใหม่ถูกทดลอง – เทคโนโลยีถูกพิสูจน์ – ระบบถูกออกแบบก่อนใช้จริง สิ่งเหล่านี้คือ pre-competitive space พื้นที่ที่ไม่มีใครอยากลงทุนคนเดียว แต่ทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน — และนี่คือจุดที่มหาวิทยาลัยต้อง “เล่นบทบาทให้ถูก” ไม่ใช่ไปแข่งกับอุตสาหกรรม แต่ต้องเป็น ** Trusted System Partner for Capability Building ทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ แบบนี้ – อุตสาหกรรม → มีพื้นที่ทดลอง โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งหมด – ภาครัฐ → ได้องค์ความรู้ที่ผ่านการพิสูจน์ ไม่ใช่แค่ policy บนกระดาษ – ชุมชน → ได้การแก้ปัญหาที่เข้าใจบริบทจริง — ถ้ามองในแผนของมหาวิทยาลัยเอง เราก็พยายามเดินไปทางนี้อยู่แล้ว ทั้ง – การสร้างเครือข่ายวิจัย – การเชื่อมโยงองค์ความรู้ – การผลักดันให้เกิด “ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม” แต่คำถามสำคัญคือ เราทำสิ่งเหล่านี้ในฐานะ “ระบบ” แล้วหรือยัง? หรือยังเป็นแค่ “โครงการ” ที่กระจัดกระจาย — เพราะความจริงคือ ถ้าเอกชนมี knowledge นี้อยู่แล้ว เขาจะหาคนที่เก่งกว่า เร็วกว่า ความเสี่ยงต่ำกว่า มาทำแทนทันที และเขาทำได้ดีกว่าเรา — ดังนั้น ถ้ามหาวิทยาลัยเลือกทำสิ่งเดียวกับเอกชน เราไม่ได้แค่ “ไม่ชนะ” แต่กำลัง ทำในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องมีเรา — คำถามที่ถูกกว่าคือ อะไรคือสิ่งที่ “ระบบประเทศต้องมี แต่ไม่มีใครทำ” – งานที่ใช้เวลานาน – งานที่ต้องลองผิดลองถูก – งานที่ยังไม่คุ้มสำหรับตลาด – งานที่ถ้าพลาดแล้ว “ราคาแพงเกินไป” — มหาวิทยาลัยทำสิ่งนี้ได้ต่างออกไป เราสามารถ ลองผิดลองถูกในพื้นที่ที่ควบคุมได้ อาจสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง แต่ขั้นต่ำที่สุด เราจะได้ “ความรู้ใหม่” และที่สำคัญกว่า เราจะได้ คนที่สร้างความรู้เป็น — นี่คือสิ่งที่เอกชนทำแทนไม่ได้ และเป็นเหตุผลว่าทำไม “วิจัย” ถึงสำคัญ ไม่ใช่เพราะ paper แต่เพราะมันคือ กระบวนการสร้างคน — สรุปให้ตรงที่สุด มหาวิทยาลัยไม่ได้มีหน้าที่ “ทำวิจัยให้สำเร็จทุกเรื่อง” แต่มีหน้าที่ สร้างระบบที่ทำให้ประเทศเรียนรู้ได้ โดยไม่ต้องจ่ายราคาแพงเกินไป — และในกระบวนการนั้น เราไม่ได้แค่ได้ความรู้ แต่เราได้ คนที่ทำให้ความรู้นั้นเกิดขึ้นได้จริง — ถ้าเรายังมองมหาวิทยาลัยแบบเดิม มองงานวิจัยแบบเดิม วัดความสำเร็จแบบเดิม ผลลัพธ์ก็จะไม่ต่างจากเดิม คิดแบบเดิม คนเดิม ก็ได้แบบเดิม ถ้าอยากเห็นผลลัพธ์ที่ต่างออกไป เราต้องกล้าคิดใหม่ มองใหม่ และทำให้เกิดขึ้นจริง — Rethink. Reframe. Realize.
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง