มหาวิทยาลัยควรทำวิจัยที่ระบบประเทศต้องมี แม้ตลาดยังไม่ทำ
คำถามว่ามหาวิทยาลัยควรทำวิจัยเรื่องอะไร มักถูกตั้งอยู่บนสมมติฐานของการแข่งขันกับภาคเอกชน แต่บทความนี้เสนอว่าคำถามที่ตรงกว่าคือ มหาวิทยาลัยควรทำสิ่งใดที่ระบบประเทศต้องมี แม้ตลาดยังไม่พร้อมลงทุนหรือไม่คุ้มจะทำเอง เพราะถ้ามหาวิทยาลัยเลือกทำสิ่งเดียวกับเอกชน ก็มีแนวโน้มสูงว่าจะกลายเป็นการทำสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องมีเรา
ในกรอบนี้ งานวิจัย จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียง output หรือจำนวน paper แต่ควรถูกมองเป็นinfrastructure ของการเรียนรู้ ของประเทศ เป็นพื้นที่ที่ไอเดียใหม่ถูกทดลอง เทคโนโลยีถูกพิสูจน์ และระบบถูกออกแบบก่อนนำไปใช้จริงในสถานการณ์ที่ความผิดพลาดอาจมีราคาแพงมาก
บทบาทเช่นนี้สำคัญมากกับงานเชิงลึก งานที่ใช้เวลานาน และงานที่ยังไม่เห็นผลระยะสั้น เพราะงานจำนวนมากในลักษณะนี้ ภาคอุตสาหกรรมไม่ทำ และ ภาครัฐทำได้จำกัด หากไม่มีพื้นที่กลางมารับโจทย์เหล่านี้ ประเทศก็จะเหลือทางเลือกเพียงการลองผิดลองถูกในระบบจริง ซึ่งทั้งแพงและบางกรณีอาจพลาดไม่ได้เลย
งานวิจัยคือ pre-competitive space ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน
บทความนี้จึงมองมหาวิทยาลัยเป็น pre-competitive space หรือพื้นที่ที่ไม่มีใครอยากแบกรับต้นทุนคนเดียว แต่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันจากการมีอยู่ของมัน อุตสาหกรรมได้พื้นที่ทดลองโดยไม่ต้องรับความเสี่ยงทั้งหมด ภาครัฐได้องค์ความรู้ที่ผ่านการพิสูจน์มากกว่านโยบายบนกระดาษ และชุมชนได้การแก้ปัญหาที่เข้าใจบริบทจริง
นี่คือจุดที่มหาวิทยาลัยต้องวางบทบาทตัวเองใหม่ให้เป็น Trusted System Partner for Capability Building ไม่ใช่ผู้เล่นที่พยายามแข่งกับอุตสาหกรรมในสิ่งที่อีกฝ่ายทำได้เร็วกว่า ถูกกว่า และเสี่ยงต่ำกว่าอยู่แล้ว
คุณค่าที่แท้จริงของวิจัยคือการสร้างคนที่สร้างความรู้ได้
ความแตกต่างสำคัญอีกประการคือ มหาวิทยาลัยสามารถลองผิดลองถูกในพื้นที่ที่ควบคุมได้ แม้ผลลัพธ์จะไม่ได้สำเร็จทุกครั้ง แต่ขั้นต่ำที่สุดระบบจะได้ความรู้ใหม่ และที่สำคัญกว่านั้นคือได้คนที่สร้างความรู้เป็น ซึ่งเป็นความสามารถที่เอกชนซื้อแทนหรือเร่งสร้างในระยะสั้นได้ยาก
เพราะฉะนั้น วิจัยจึงสำคัญไม่ใช่เพราะ paper แต่เพราะมันคือกระบวนการสร้างคนและสร้างระบบการเรียนรู้ของประเทศ ถ้ามหาวิทยาลัยยังมองงานวิจัยแบบเดิม วัดแบบเดิม และจัดการแบบเดิม ผลลัพธ์ก็ย่อมไม่ต่างจากเดิม