องค์กรจะอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนเร็วได้ ต้องมีเป้าหมายชัดและกล้าเล่นเกมแบบ dynamic
บทความนี้มองย้อนกลับไปยังช่วงใกล้หมดวาระหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ในจังหวะที่โลกเจอทั้งโควิดและการมาถึงของ AI ในระดับที่เริ่มแทรกอยู่แทบทุกเรื่องของการทำงานและการเรียนรู้ จนทำให้เกิดคำถามจริงจังว่าสาขาที่เคยถูกมองว่าเป็นสาขาฮ็อตที่สุดแห่งยุค อาจเปลี่ยนสภาพไปอย่างมากภายในช่วงชีวิตของคนรุ่นเดียวกันได้หรือไม่
ผู้เขียนมองว่าความเสี่ยงแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับองค์กรที่อยู่ในสาขาเทคโนโลยี เพราะงานที่มี dynamic สูง ย่อมมีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว ตัวอย่างอย่าง Nokia, Kodak, Toyota หรือ Fujifilm จึงถูกหยิบมาเพื่อชี้ให้เห็นว่าโลกปัจจุบันไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะสายคอมพิวเตอร์ แต่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีกำลังกระทบแทบทุกอุตสาหกรรม
ในระดับภาควิชา บทความชี้ถึงแรงกดดันหลายด้านที่เกิดพร้อมกัน ทั้งจำนวนเด็กเกิดที่ลดลง ความต้องการคนวุฒิสูงที่เปลี่ยนไป แรงกดดันจากงานวิจัยและ ranking การหาอาจารย์ใหม่ที่ยากขึ้น และการเติบโตของหลักสูตรนานาชาติ สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นชัดขึ้นว่าองค์กรจะเติบโตไม่ได้ถ้าไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน
ปริมาณงานไม่ใช่ความก้าวหน้า ถ้าผลลัพธ์ไม่ตอบโจทย์เป้าหมายขององค์กร
บทความย้ำว่าการมีโครงการมาก การทำงานหนัก หรือการใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ไม่ได้แปลว่าองค์กรกำลังก้าวหน้า สิ่งที่สำคัญกว่าคือผลผลิตของงาน โดยเฉพาะเมื่อองค์กรสามารถทำงานเชิงปริมาณได้อยู่แล้ว ความยอดเยี่ยมจริงจึงอยู่ที่คุณภาพของผลลัพธ์มากกว่าจำนวนกิจกรรม
ถ้าทำงานมากแต่ผลลัพธ์ไม่ตอบโจทย์เป้าหมาย งานทั้งหมดก็อาจเป็นเพียงการใช้พลังของระบบไปกับ แผนที่ไม่ฉลาด องค์กรที่ดีจึงต้องมีเป้าหมายที่ชัด การจัดการที่ดี และระบบที่ทำให้คนทำงานเก่ง ๆ สร้างผลลัพธ์ได้จริง
เมื่อโลก dynamic องค์กรก็ต้องเล่นเกมที่ dynamic เช่นกัน
แม้การรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมจะสำคัญ แต่บทความนี้สรุปว่าท้ายที่สุดองค์กรต้องรู้ก่อนว่ากำลังจะไปไหน และต้องเลือกทำเฉพาะสิ่งที่พาไปถึงจุดนั้น เพราะการฝ่าช่วงเวลาของ AI และ digital transformation ไปได้ ต้องอาศัยการมุ่งไปข้างหน้าอย่างมีสติและชาญฉลาด
ข้อสรุปสุดท้ายจึงคมชัดมาก: สิ่งที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง แต่คือการหยุดวิวัฒนาการ แล้วปล่อยให้ตัวเองถูกกรองออกไปเพราะความนิ่งและการเพิกเฉยต่อความจำเป็นในการปรับตัว