Kasetsart UniversityThe Life Systems University
Archive

ถ้า KU ยังอยากกลับไปเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านการเกษตร เราต้องแยกให้ออกก่อนว่ากำลังหลงทาง หรือแค่ติดเกาะอยู่กับข้อจำกัดของตัวเอง

ข้อเขียนชิ้นนี้เป็นการทบทวนอนาคตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จากคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในสถาบันมาอย่างยาวนาน ผู้เขียนตั้งความหวังอย่างเรียบง่ายแต่ใหญ่พอว่าอยากเห็น KU กลับมาเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งด้านการเกษตร แล้วใช้ภาพเปรียบเทียบเรื่อง “การหลงทาง” กับ “การติดเกาะ” เพื่อชวนคิดว่าปัญหาขององค์กรอาจไม่ใช่แค่ยังไปไม่ถึงเป้าหมาย แต่บางครั้งเราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังเดินไปหาอะไร
หมวด: ธรรมาภิบาลและการบริหารมหาวิทยาลัย
วันที่โพสต์: 15 October 2025
ที่มา: Facebook post archive
ku vision institutional-strategy leadership governance
Rewritten Post
การเดินอยู่ตลอดเวลาไม่ได้แปลว่ากำลังก้าวหน้าเสมอไป เพราะบางครั้งเราอาจเพียงเดินในเส้นทางที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเป้าหมายของใคร
ภาพประกอบบทความเรื่อง KU จะกลับมายืนได้อย่างไรอีกครั้ง
คลิกรูปเพื่อดูภาพขยายใหญ่

โพสต์นี้เริ่มจากการยอมรับอย่างเรียบง่ายว่า ผู้เขียนเพิ่งนึกได้ว่าอายุงานของตัวเองสูงสุดในภาควิชาแล้ว และอีกไม่นานก็คงเกษียณ แต่แทนที่จะใช้จังหวะนี้พูดถึงชีวิตส่วนตัว เขากลับพาเรื่องไปสู่คำถามใหญ่กว่านั้นคือ KU จะเป็นอย่างไรในอนาคต

แกนของบทความชัดมากคือความหวังว่า KU ควรกลับมาเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลกด้านการเกษตร หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นอันดับหนึ่งของประเทศหรือภูมิภาคให้ได้ จากนั้นผู้เขียนใช้ภาพเปรียบเทียบเรื่อง “หลงทาง” และ “ติดเกาะ” เพื่อชวนให้มององค์กรอย่างซื่อตรงขึ้น

จุดเด่นของบทความนี้คือการใช้ภาษาง่ายมากกับโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อน ผู้เขียนไม่ได้เริ่มจาก KPI หรือแผนยุทธศาสตร์ยาวหลายหน้า แต่เริ่มจากคำถามตรงที่สุดว่า เราอยากให้ KU เป็นอะไร และตอนนี้สิ่งที่เรากำลังทำอยู่พาเราเข้าใกล้เป้าหมายนั้นหรือไม่

การหลงทางกับการติดเกาะคือปัญหาคนละแบบ และการรักษาที่ผิดอาจทำให้องค์กรเสียเวลาไปอีกนาน

ผู้เขียนแยกความหมายของ “การหลงทาง” ว่าเป็นการยังหาทางไปสู่เป้าหมายไม่เจอ ส่วน “การติดเกาะ” คือการหาทางจนหมดแล้ว แต่ไปต่อไม่ได้เพราะติดข้อจำกัดบางอย่าง ความต่างนี้สำคัญมาก เพราะมันบอกว่าองค์กรอาจไม่ได้มีปัญหาแบบเดียวเสมอไป บางครั้งเราต้องการเข็มทิศใหม่ แต่บางครั้งเราต้องการการปลดล็อกข้อจำกัดที่รู้อยู่แล้ว

ถ้าไม่แยกสองภาวะนี้ให้ออก องค์กรอาจใช้พลังจำนวนมากไปกับการเดินต่อแบบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรหาทิศหรือควรแก้กรงที่ขังตัวเองอยู่กันแน่

การเดินอยู่เรื่อย ๆ ไม่ใช่หลักฐานของชัยชนะ ถ้ายังไม่รู้ว่าเป้าหมายเป็นของใคร

หนึ่งในประโยคที่คมที่สุดของโพสต์คือการเตือนว่า เราอาจเพียงเดินไปเรื่อย ๆ อย่างอมทุกข์ ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีความหวัง และหลอกตัวเองว่าเดินนำหน้าคนอื่นเพียงเพราะยัง “กำลังเดินอยู่” ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเส้นทางนั้นเป็นเป้าหมายของใคร

นี่เป็นคำวิจารณ์เชิงองค์กรที่แรงมาก เพราะมันชี้ว่า activity หรือ movement ไม่เท่ากับ progress หากองค์กรขาด both direction และ ownership ของเป้าหมาย

ทางออกอาจเริ่มจากการจำให้ได้ว่าเราเริ่มต้นแต่ละสิ่งเพื่ออะไร

ตอนจบของโพสต์นี้ไม่ได้เสนอสูตรสำเร็จ แต่เสนอหลักคิดพื้นฐานที่สุดว่า ถ้าเรายังจำได้ว่าเราเริ่มต้นแต่ละสิ่งในชีวิตเพื่ออะไร เราก็จะรู้เองว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำ และอะไรคือสิ่งที่เหมาะสม นี่เป็นการดึงบทสนทนากลับจากระดับเทคนิคหรือแผนปฏิบัติการ ไปสู่ระดับ ความหมายของภารกิจ

สำหรับมหาวิทยาลัย นี่อาจเป็นคำเตือนที่สำคัญที่สุด เพราะองค์กรที่ลืมเหตุผลของการเริ่มต้น ย่อมมีแนวโน้มสูงที่จะหลงทางหรือไม่ก็ติดเกาะโดยไม่รู้ตัว

Original
ลิงก์อ้างอิง:
f
Original Facebook Post
โพสต์ของ พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า เพิ่มรูปภาพลงในอัลบั้ม: แนวคิดด้านการศึกษา 15 ตุลาคม 2025 · ตุลา ปีนี้เพิ่งรู้ตัวว่า อายุงานของผมสูงสุดในภาควิชาแล้ว 555 อีกไม่นาน ผมก็คงได้เกษียณ จากมุมในตอนนี้ ผมยังไม่อาจจินตนาการได้ว่า KU จะเป็นอย่างไรในอนาคต แต่ในฐานะที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างยาวนาน ผมคิดถึงเพียงอย่างเดียว — อยากเห็น KU กลับมาเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลกด้านการเกษตร (อย่างน้อยก็ต้องเป็นอันดับหนึ่งของประเทศนี้ หรือในภูมิภาคนี้ให้ได้) เราอาจได้ explore หลายอย่างในชีวิต เพราะมนุษย์อยากรู้อยากเห็น และมนุษย์เป็นนักเดินทาง - "การหลงทาง" คือ เราหาทางไปยังเป้าหมายของเราไม่ได้ — เราก็ยังหาอยู่ แต่ยังไม่เจอ - "การติดเกาะ" คือ เราหาทางจนหมดแล้ว แต่กลับติดที่ข้อจำกัดบางอย่าง ทำให้ไปต่อไม่ได้ วนแค่อยู่ในเกาะ หลายครั้งเราก็ไม่รู้หรอกว่า เรากำลัง “หลงทาง” หรือ “ติดเกาะ” เราก็เพียงเดินไปเรื่อย ๆ อย่างอมทุกข์ ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีความหวัง และหลอกตัวเองว่าเราเดินนำหน้าคนอื่นเพียงแค่ "เรากำลังเดินอยู่" ในเส้นทางที่ไม่รู้ว่าเป็นเป้าหมายของใคร และยังบังอาจคิดว่าเราคือ “ผู้ชนะในตอนจบ” แต่ถ้าเรายังจำได้ว่า — เราเริ่มต้นแต่ละสิ่งในชีวิตเพื่ออะไร เราก็จะรู้เองแหละว่า “อะไรคือสิ่งที่เราควรทำ และอะไรคือสิ่งที่เหมาะสม”
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง