การลงทุนที่ไร้ accountability อาจไม่ได้แค่ไม่คุ้มค่า แต่มันคือความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย
บทความนี้เริ่มจากคำถามที่ฟังดูตรงไปตรงมามากว่า “ลงทุนแล้ว…คุ้มค่าหรือแค่สบายใจ?” ผ่านกรณีของวิทยาเขตแห่งหนึ่งที่มีเพียงคณะเดียว อาจารย์ 16 คน และนักศึกษา 129 คน แต่กลับต้องแบกรับโครงสร้างพื้นฐานระดับวิทยาเขตเต็มรูปแบบทั้งหมด
ผู้เขียนชี้ว่าคำถามที่สำคัญไม่ใช่การตัดสินแบบหยาบ ๆ ว่าจะยุบหรือไม่ยุบ แต่คือการถามให้ถึงแกนว่า มหาวิทยาลัยวัดผลการลงทุนจากอะไร และมี accountability ต่อผลลัพธ์มากพอหรือยังในยุคที่สถาบันต้องแข่งขันเพื่อความยั่งยืน
จุดเด่นของโพสต์นี้คือการยกปัญหาที่คนมักหลบเลี่ยง เพราะเกรงว่าจะถูกตีความว่าเป็นการโจมตีหน่วยงานหรือทรัพย์สินของรัฐ แต่ผู้เขียนพยายามดึงบทสนทนากลับมาที่คำถามเชิงนโยบายว่า หากมหาวิทยาลัยยังลงทุนต่อเนื่องในสิ่งหนึ่ง เราควรมีหลักเกณฑ์อะไรในการตัดสินว่ามันยังสมเหตุสมผลหรือไม่
โจทย์ไม่ใช่เรื่องการยุบ แต่คือเกณฑ์การวัดความคุ้มค่าที่มหาวิทยาลัยใช้จริง
ผู้เขียนพยายามตัดวงจรของคำถามแบบขาวดำอย่าง “จะยุบไหม” แล้วแทนที่ด้วยคำถามที่สำคัญกว่า คือมหาวิทยาลัยใช้เกณฑ์อะไรในการวัดความคุ้มค่าของการลงทุน เพราะถ้าไม่มีกรอบคิดนี้ ทุกอย่างก็อาจถูกอธิบายได้ด้วยเหตุผลเชิงอารมณ์หรือความเคยชินมากกว่ายุทธศาสตร์
นี่ทำให้บทความนี้ไม่ใช่เพียงการตั้งข้อสงสัยต่อหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นการเรียกร้อง investment governance ที่ชัดเจนทั้งระบบ
Accountability ต้องหมายถึงความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่ความสบายใจทางระบบราชการ
ใจความสำคัญที่สุดของโพสต์นี้คือการนิยาม accountability ใหม่ให้ชัด ว่าไม่ใช่เพียงการทำต่อเพราะเคยเริ่มไว้ หรือทำต่อเพราะกลัวถูกกล่าวหาว่าทิ้งทรัพย์สินของรัฐ แต่ต้องหมายถึงการรับผิดชอบต่อ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง จากการใช้ทรัพยากรของมหาวิทยาลัย
มุมนี้ทำให้ผู้เขียนขยับบทสนทนาจากการปกป้องสิ่งที่มีอยู่ ไปสู่การถามว่าสิ่งที่มีอยู่นั้นสร้างคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์เพียงพอหรือยัง
การให้กำลังใจคนทำงานเป็นสิ่งดี แต่ไม่อาจแทนระบบติดตามผลที่มีหลักเกณฑ์ได้
บทความนี้ไม่ได้ปฏิเสธการให้กำลังใจหรือการเห็นคุณค่าคนทำงาน แต่เตือนว่าหากระบบขาดการติดตามผลอย่างมีหลักเกณฑ์ ความเสี่ยงจะไม่ได้อยู่แค่ที่โครงการหนึ่งจะไม่สำเร็จ แต่อยู่ที่ทั้งองค์กรเริ่มเคยชินกับการใช้ทรัพยากรโดยไม่มีมาตรวัดที่จริงจัง
ตรงนี้จึงเป็นคำเตือนว่า ระบบที่ไม่กล้าถามเรื่องผลลัพธ์ อาจกำลังสร้างวัฒนธรรมที่ ความตั้งใจดีแทนที่การประเมินจริง
สิ่งที่ควรกลัวไม่ใช่คำถาม แต่คือวันที่ไม่มีใครกล้าถามแล้ว
ประโยคปิดของโพสต์นี้ทรงพลังมาก เพราะผู้เขียนบอกว่ามหาวิทยาลัยไม่ควรกลัวคำถาม แต่ควรกลัววันที่ไม่มีใครกล้าถามเลยต่างหาก นี่คือการย้ำว่าคำถามเชิงนโยบายไม่ใช่ศัตรูของสถาบัน แต่เป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการอยู่รอดอย่างมีสติ
ดังนั้น บทความนี้จึงทำหน้าที่เป็นทั้งการวิพากษ์การลงทุนที่ขาด accountability และการปกป้องพื้นที่ของ คำถามที่จำเป็น ในองค์กรวิชาการที่ยังอยากรักษาความเป็นมหาวิทยาลัยไว้อย่างจริงจัง