Failed University (Revisited) เมื่อ “สวนสนุกแห่งอำนาจ” ไม่ใช่แค่คำเปรียบ แต่กลายเป็นภาพจริงของโครงสร้างมหาวิทยาลัย
บทความนี้เป็นการกลับไปทบทวนข้อเขียนชุด Failed University หลังจากมีบทความจากมุมของกรรมการสภามหาวิทยาลัยประเภทผู้ทรงคุณวุฒิออกมาสะท้อนภาพคล้ายกัน จนทำให้ผู้เขียนย้ำว่าปัญหาที่เคยวิเคราะห์ไว้ไม่ใช่เพียง “ทฤษฎี” อีกต่อไป แต่กำลังมีหลักฐานจากหลายมุมมองมายืนยันพร้อมกัน
ใจความสำคัญของโพสต์คือ ปัญหาในมหาวิทยาลัยหลายแห่งไม่ได้อยู่ที่คนใดคนหนึ่ง แต่อยู่ที่ ระบบที่ออกแบบให้ฝ่ายบริหารเป็นทั้งผู้เล่นและผู้ตัดสินเกม พร้อมกัน ทำให้สภาได้ยินเฉพาะสิ่งที่ถูกคัดมาให้ได้ยิน และความเกรงใจกลายเป็นสิ่งสำคัญกว่าความจริง
จุดคมของโพสต์นี้คือการเชื่อมเสียงจาก “ล่างขึ้นบน” ของกรรมการสภาประเภทคณาจารย์ประจำ เข้ากับเสียงจาก “บนลงล่าง” ของผู้ทรงคุณวุฒิ จนทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างของมหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นแค่ข้อกล่าวหาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เริ่มกลายเป็น ภาพที่หลายฝ่ายเห็นตรงกัน
เมื่อระบบให้ผู้บริหารเป็นทั้งผู้เล่นและผู้ตัดสิน มหาวิทยาลัยก็เสี่ยงกลายเป็นสวนสนุกแห่งอำนาจ
ผู้เขียนสรุปปัญหาไว้อย่างแรงแต่ชัดว่า มหาวิทยาลัยหลายแห่งกำลังเปลี่ยนจากพื้นที่แห่งปัญญา ไปเป็น “สวนสนุกแห่งอำนาจ” ที่ทุกคนรู้บทของตัวเองดี แต่ไม่มีใครกล้าถามว่ากติกาทั้งหมดถูกออกแบบมาอย่างเป็นธรรมหรือไม่
มุมนี้สำคัญเพราะมันเลื่อนการวิจารณ์ออกจากบุคคล ไปสู่กลไกที่ทำให้การรับรู้ของสภาถูกกรอง และการตรวจสอบถูกทำให้เบาบางลงจนเหลือเพียงพิธีกรรม
การตั้งคำถามต่ออำนาจไม่ใช่การทำลายระบบ แต่คือการปกป้องระบบ
หนึ่งในประโยคแกนของบทความนี้คือ การตั้งคำถามต่ออำนาจไม่ใช่การทำลายระบบ แต่เป็นการปกป้องมันไม่ให้พังไปมากกว่านี้ ผู้เขียนจึงไม่มองการวิจารณ์สภาหรือโครงสร้างธรรมาภิบาลว่าเป็นภัยต่อมหาวิทยาลัย ตรงกันข้าม มันคือเงื่อนไขขั้นต่ำของการทำให้ระบบยังมีความชอบธรรมพอจะยืนอยู่ได้
ในกรอบนี้ ความเงียบ ความเกรงใจ หรือการเลี่ยงเผชิญคำถามยาก ๆ จึงไม่ใช่คุณธรรม แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ทำให้ระบบเสื่อมถอยลงอย่างเงียบ ๆ
ปัญหาใหญ่ไม่ใช่กฎหมายไม่พอ แต่คือความหมายของ “ผู้ทรงคุณวุฒิ” ถูกทำให้กลวง
ผู้เขียนย้ำชัดว่าทางออกไม่ได้อยู่ที่การออกกฎหมายเพิ่ม แต่อยู่ที่การตีความคำว่า ผู้ทรงคุณวุฒิ ให้กลับมามีน้ำหนักจริง ผู้ทรงคุณวุฒิต้องเป็นคนที่มหาวิทยาลัยเชื่อได้ว่าจะไม่เข้าไปเกาหลังให้ใคร และไม่รอให้ใครมาเกาตอบ
นี่ทำให้ข้อเสนอของบทความไม่ใช่เพียงการเรียกร้องคุณธรรมแบบลอย ๆ แต่เป็นการเสนอหลักเกณฑ์ทางจริยธรรมของบทบาทกรรมการสภา ว่าต้องกล้าตั้งคำถามต่ออำนาจอย่างสุภาพแต่หนักแน่น
ถ้าหยุดสวนสนุกแห่งอำนาจได้ก่อน มหาวิทยาลัยไทยก็ยังอาจกลับมามีความหวัง
ข้อสรุปตอนท้ายของโพสต์นี้น่าสนใจมาก เพราะผู้เขียนไม่ได้ฝันไกลถึง “สวนธรรมาภิบาล” ในทันที แต่บอกว่าเพียงหยุดสวนสนุกแห่งอำนาจให้ได้ก่อน ก็ถือว่าเริ่มต้นถูกทางแล้ว นี่เป็นเป้าหมายที่ทั้งตรงไปตรงมาและเป็นขั้นเป็นตอน
ดังนั้น บทความนี้จึงทำหน้าที่เป็นทั้งบททบทวน Failed University และเป็นคำเตือนเชิงสถาบันว่า ถ้าไม่เริ่มแก้ที่โครงสร้างคัดสรรและตรวจสอบอำนาจ มหาวิทยาลัยไทยก็จะวนอยู่กับปัญหาเดิมในชื่อใหม่ต่อไป