Kasetsart UniversityThe Life Systems University
Archive

ชีวิตที่ไม่ได้เด่นในโรงเรียน ก็ยังสร้างวิธีคิดที่พาเราไปไกลได้

ข้อเขียนนี้เป็นบันทึกชีวิตและการศึกษาแบบส่วนตัวที่ชี้ว่าความสำเร็จไม่ได้มาจากการเป็นคนที่เด่นที่สุดเสมอไป แต่เกิดจากประสบการณ์ การต่อสู้ การรู้จักตัวเอง และสภาพแวดล้อมทางสังคมที่หล่อหลอมวิธีคิดของคนคนหนึ่งในระยะยาว
หมวด: การพัฒนาคนและ talent
วันที่โพสต์: 11 March 2026
ที่มา: Facebook post archive
life-story talent-development education self-discipline identity
Rewritten Post
ผมไม่ได้เป็นนักเรียนเด่นของเทพศิรินทร์ แต่โรงเรียนนี้หล่อหลอมวิธีมองชีวิตของผมอย่างลึกมาก
ภาพประกอบบทความเรื่องความทรงจำจากโรงเรียนเทพศิรินทร์
คลิกรูปเพื่อดูภาพขยายใหญ่

บทความนี้เป็นบันทึกชีวิตส่วนตัวที่ย้อนกลับไปยังช่วงเวลาในโรงเรียนเทพศิรินทร์ ตั้งแต่การสอบเข้า การเป็นเด็กที่ไม่ได้โดดเด่นทางการเรียน และการใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเพื่อนเก่งกว่าจำนวนมาก ซึ่งทำให้ผู้เขียนได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญเรื่องการรู้ว่าตนเองไม่ได้อยู่จุดสูงสุดของห้องหรือของระบบ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้เขียนไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อสร้างภาพความสำเร็จแบบสวยงาม แต่กลับยอมรับตรง ๆ ว่าชีวิตในโรงเรียน จืด ไม่ได้มีรางวัล ไม่ได้เป็นตัวท็อป และบางช่วงก็เต็มไปด้วยความรู้สึกแย่จากการเป็นบ๊วยในห้อง เพียงแต่ประสบการณ์แบบนั้นกลับกลายเป็นส่วนสำคัญที่หล่อหลอมวิธีมองชีวิตในเวลาต่อมา

บทความเล่าถึงการเดินทางอันไกลจากบ้านที่ปากเกร็ดไปเรียนในเมือง การเรียนแบบอ่านเองเป็นหลัก และการพยายามหาทางพาตัวเองไปสู่มหาวิทยาลัยผ่านการสร้างวินัยและแรงผลักจากภายในมากกว่าการหวังพึ่งภาพความสำเร็จจากระบบโรงเรียนโดยตรง

การไม่เด่นที่สุดไม่ได้แปลว่าไม่มีคุณค่า และการสร้างสมาธิคือพลังชีวิตอย่างหนึ่ง

อีกแกนหนึ่งที่เด่นมากในบทความคือการพูดถึง สมาธิ และการสวดมนต์ในฐานะวิธีฝึกใจและสร้างพลังให้ชีวิต ผู้เขียนเล่าว่าการอธิษฐานก่อนนอนและการฝึกไม่ให้จิตแว้บออกระหว่างสวดเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เข้าใจลึกซึ้งว่าการมีสมาธิช่วยหล่อหลอมชีวิตได้อย่างไร แม้ในเวลาต่อมาจะไม่ได้ทำรูปแบบเดิมแล้วก็ตาม

มุมนี้ทำให้บทความขยับจากเรื่องโรงเรียนไปสู่เรื่อง self-discipline และความสามารถในการสร้างแกนในตัวเอง ซึ่งอาจสำคัญกว่ารางวัลหรือเกียรติประวัติภายนอกเสียอีก

เมื่อหัวโขนหายไป สิ่งที่เหลือคือคุณค่าของตัวตนจริง

ตอนท้ายของบทความ ผู้เขียนสะท้อนอย่างลึกว่าชีวิตเมื่อใกล้เกษียณทำให้มองเห็นว่า ตำแหน่งและหัวโขนต่าง ๆ ไม่ได้มีความหมายยั่งยืน คนจะนับถือกันจริงต้องอยู่ที่ตัวตนลึก ๆ ไม่ใช่ประโยชน์หรือสถานะที่ถืออยู่ชั่วคราว

สิ่งที่สรุปทุกอย่างเข้าด้วยกันได้ดีคือวลีจากเทพศิรินทร์ที่ผู้เขียนจำได้ว่า น สิ ยา โลกวฒโน หรือ “ไม่ควรเป็นคนรกโลก” ซึ่งกลายเป็นหลักง่าย ๆ ในการใช้ชีวิตว่าไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เก่งที่สุดหรือเด่นที่สุด แต่ขอเพียงทำตัวให้มีประโยชน์และไม่เป็นภาระของโลกก็เพียงพอแล้ว

Original
ลิงก์อ้างอิง:
f
Original Facebook Post
พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า รู้สึกขอบคุณที่ โรงเรียนเทพศิรินทร์ 11 มีนาคม · กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย · แชร์กับ สาธารณะ อยากเล่าบ้าง ผมเคยเรียนเทพศิรินทร์ 5 ปี ตอนประถม ไม่สามารถสอบเข้าสาธิตเกษตรได้ เพราะ ถามอะไรก็ไม่รู้ในห้อง แล้วให้กาด้วยสีเทียน ทำแล้วจะแก้ ก็ลบแก้ไม่ได้ ก็ทำมั่วๆไป ก็ไม่ได้ไง นึกเอานะเรื่องตอนอนุบาล ยังจำได้มีกี่เรื่อง เรื่องนี้จำได้ สุดท้ายพ่อแม่ให้เรียนอยู่แถวซอยเสนา ซึ่งโรงเรียนเลิกกิจการไปนานแล้ว และเข้า ม.1 ที่เทพศิรินทร์ เพราะพ่อกับแม่จัดการให้มาสมัคร สอบก็ติด อยู่ห้อง 12 แต่มาทีหลังก็เป็นห้องเด็กเรียนเก่ง เราตอนนั้น บ้านอยู่ปากเกร็ด ไปเรียนเทพศิรินทร์ มันไกลจริง ออกจากบ้านแต่เช้ามืด นั่งรถเมล์ไปเรียน ยังไปทันสบายๆนะ รถมันไม่ติด แต่ไกลจริง ถามพ่อเรียนเอาเกรดสักเท่าไรดี พ่อบอก 3.0 ก็พอ เทอมต้นได้ 3.0 พอดี เป๊ะ ดีใจมากเอาไปอวดพ่อ แต่เช้ามาเพิ่งจะรู้ตัวว่าได้ที่โหล่ จำได้ดีว่าเช้านั้นรู้สึกยังไง การเรียนห้องที่เพื่อนเรียนเก่งเยอะๆ มันก็ดีรู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เราก็เป็นบ๊วยในห้องไปเรื่อย ชีวิตคนเคยรู้สึกว่าเรียนดีแล้วมาได้ที่โหล่นี้มันเป็นช่วงชีวิตที่สอนอะไรเราเยอะจริงๆ นึกแล้วมีแต่เรื่องแย่ๆ เราก็ไม่ได้เรียนดีอะไรอีกเลยนะ ไม่เคยเกรดสวย ไม่เคยได้รางวัลเรียนดี ว่าไปจนป่านนี้ยังไม่เคยได้รางวัลอะไรสักอันเลยนะ แต่ไม่เป็นไร ผมให้รางวัลตัวเองไปเยอะแล้ว ตอน ม.ปลาย เพื่อนไปสอบ รร.เตรียมกัน แล้วได้ไปเกินครึ่งห้องหละมั่ง เราไม่ได้ไปสอบ ไม่ได้รักโรงเรียนอะไรขนาดนั้นหรอกนะตอนนั้น คือถ้าไปก็คงไม่ติดซะมากกว่า แต่ผมไปสอบข้างนอกเหมือนกันนะ ไปสอบที่ พระนครเหนือ สอบได้ช่างท่อและประสาน จริงๆก็พอรู้ว่ามันคืออะไรนะ เผอิญพ่อเป็นอาจารย์ช่างโลหะ ก็เลยเข้าใจได้ไม่ยาก สอบติด แต่เขาให้ตรวจร่างกาย แล้วต้องจ่ายค่าตรวจ 20 บาท เราเสียดายตังค์ เดินกลับบ้านเลย ม.4 ก็เริ่มรู้ว่า ขนาดสอบเตรียมยังไม่คิดจะไปสอบเลย มันแปลว่าเราอยู่ท้ายโรงเรียนเตรียมทั้งโรงเรียนเลยนะ แล้วก็คิดว่า ถ้าเรียงมาจากคนที่เก่งที่สุด ผมคงไม่น่าเข้ามหาวิทยาลัยได้ ม.ปลายก็มีชีวิตแปลกๆ เพื่อนใหม่เพียบเลย ความหลากหลายเกินพิกัดจริงๆ มีสารพัดเลยแต่สภาพห้องเรียนสำหรับผมนี่ไม่ค่อยได้นะ ผมไม่มีสมาธิเลย ผมเน้นอ่านเองเรียนเอง โลกของตัวเองมีเพื่อจะเข้ามหาวิทยาลัย และไปพ้นๆโรงเรียนให้เร็วที่สุด ไม่ได้เบื่อโรงเรียนนะ แต่เบื่อสภาพบางอย่างที่เราไม่ชอบ ผมไม่เคยทำกิจกรรมที่อาสาเลย กิจกรรมต่างๆ โรงเรียนจัดให้ไปเลยไปทั้งสิ้น อยากสอบเทียบตอน ม. 5 จะสมัครของโรงเรียน ก็สมัครไม่ได้เพราะระเบียบกันไว้ให้สมัครไม่ได้ จำได้ว่าโดดเรียนไปสมัครที่อื่น แล้วสอบได้เกรด 1.03 สุดยอดมาก คือได้ทุกวิชา 1 หมด ยกเว้นคณิตศาสตร์ ได้ 3 ช่วง ม.ปลายเรียนสบาย โดยเฉพาะคณิตศาสตร์ มีความบ้าส่วนตัวคือ เขามีเวลาสอบ 1 ชั่วโมง 25 ข้อ เราก็เล่นง่าย อยากออกจากห้อง ทำเสร็จในเวลาไม่ถึง 10 นาที แล้วเดินออกเลย หวังเต็มทุกครั้ง ไม่เคยได้สักครั้ง สะเพร่าเล็กๆน้อยๆตลอดเวลา สุดท้ายเน้นติวตัวเองสองปี ก็ได้มาเรียนที่เกษตรหลังจบ ม.5 สมใจ แต่ก่อนเข้า ผมสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองหนักหน่วงมาก ผมสวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน นโม สามจบ และ อาระหังสัมมา อีก 1 จบ แต่วิธีสวดของผม ผมคิดเองเลยนะคือ ถ้าระหว่างสวดมีอะไรแว๊บเข้ามาแม้แต่นิดเดียว ให้เริ่มใหม่ทุกครั้ง สวดเสร็จผมอธิษฐานทุกครั้งอยากได้อะไร ผมขอสิ่งที่ผมอยาก และผมก็มีโอกาสขอสิ่งดีดีให้คนที่ผมรักทุกคน ทำอย่างนี้ก่อนนอนทุกคืน ผมเลยเข้าใจดีถึงการมีสมาธิและการอธิษฐานสิ่งดีดีเป็นการสร้างพลังให้ชีวิตมากๆ เรื่องสวดมนต์ หลังจากเข้ามหาลัยแล้วก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง ทำอีกครั้งตอนเรียนปริญญาเอก ทุกวันนี้ไม่ได้สวดแล้ว แต่ผมยังตั้งสมาธิได้เร็วมาก ถ้าอยากทำหรืออยากหลับ ชีวิตรวมๆที่เทพศิรินทร์โคตรจืดเลย ไม่ได้เรียนดี เรื่องรางวัลหรือเกียรติประวัติไม่ต้องพูดถึง แต่ได้ประสบการณ์สู้ชีวิตมากมาย แต่มันก็ผ่านมาแล้ว นานแล้ว นึกย้อนก็ไม่ขำนะ แต่ไม่ลืม เรื่องอื่นที่จำได้ว่าแทบไม่เคยทำ คือจำไม่ได้ว่าเคยเข้าโบสถ์วัดเทพหรือไม่ ในช่วงเรียน อาจจะสักครั้งเดียว เท่านั้น ผมเดินผ่านกุฎิเจ้าคุณนรทุกวัน ก็ไม่เคยรู้ท่านมีความดีอะไร แต่พระที่พกติดตัวก็เจ้าคุณนรนี่แหละ อย่างที่บอกผมประทับใจเทพศิรินทร์ โรงเรียนที่รักของผมเสมอ แม้มันช่างจืด หรือจะว่าไปรวมๆ แบบแฟร์ๆ ชีวิตของผมมันก็จืดเป็นปกติแหละ ชีวิตคนเรามันก็แบบนี้แหละ ผมใกล้เกษียณก็ปลงแล้ว เราจะไม่มีหัวโขนอะไรอีกแล้ว ผมรู้แต่ว่าทุกอย่างมันไม่มีความหมายหรอก คนเราจะนับถือกัน มันต้องอยู่ที่ตัวตนลึกๆของคนๆนั้น ถ้าเพราะประโยชน์ที่เราให้ได้ พอเราไม่มีอะไร เขาก็ไปแหละนะ ดังนั้น ชีวิตจะไขว่คว้าอะไรกัน ผมก็ขอมีเรื่องที่ภูมิใจ เอาไว้ให้ลูกหลานที่เขาจะฟังเราบ้างก็พอแล้ว คนอื่นพอเราไม่มีตำแหน่ง ไม่เกินสามปีคนก็จำไม่ได้แล้วว่าเราเป็นใคร ก็แค่หวังว่าพอเราไม่มีหัวโขนยังมีคนนับถือ ชีวิตวัยเด็ก การได้อยู่เทพศิรินทร์ ก็ต้องบอกว่า มันมีความหลากหลายที่โดดเด่น มันคือสังคมจริง เป็นของคนชั้นกลางที่ไม่ใช่ลูกหลานข้าราชการ นักวิชาการ หรือพ่อค้าเงินถุงเงินถัง นักเรียนก็ไม่ได้เก่งสุดๆ แต่มีประวัติศาสตร์ของคนที่ไม่ได้เก่งที่สุดนี่แหละแต่ก็มีความสำเร็จระดับสูงสุดมากกว่าหลายๆโรงเรียน อย่างเทียบกันไม่ติด เพื่อนเทพเป็นหมอน้อยมาก แต่จากสภาพสังคมกลางเมือง โรงเรียนนี้สะท้อนสังคมจริงแบบนั้น ใครในสังคมจะมีเพื่อนเป็นหมอเยอะแยะ และแน่นอนว่าบางโรงเรียนมีเพื่อนเป็นหมอทั้งห้อง แต่นั่นลดโอกาสมีเพื่อนเป็นอย่างอื่นเช่นกัน ข้อดีคือเทพศิรินทร์ก็ยังดีพอที่จะไม่สะท้อนมุมแย่ของสังคมมากเกินไป สภาพแวดล้อมจึงถือว่าดีเยี่ยม ซึ่งนี่ก็เป็นสภาพเบ้าหลอมความคิดของความเป็นเทพศิรินทร์อยู่นะ แต่ผมมีความทรงจำที่ดีเสมอนะ อย่างน้อย ผมจำ น สิ ยา โลกวฒโน ที่แปลว่า "ไม่ควรเป็นคนรกโลก" ได้แหละ และทุกวันก็พยายามทำตัวให้มีประโยชน์ จะได้เป็นตัวท๊อปหรือไม่ ไม่สนใจเลยนะ แค่ทำเพื่อไม่อยากเป็นคนรกโลกเท่านั้น
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง