Kasetsart UniversityThe Life Systems University
Archive

ปัญหาของหลักสูตรอาจไม่ได้อยู่ที่หลักสูตร แต่อยู่ที่วิธีที่เราตรวจมัน

ข้อเขียนนี้ชี้ว่าปัญหาของหลักสูตรไม่ได้อยู่แค่การเพิ่มรายวิชาหรือปรับเนื้อหา แต่ฝังอยู่ในวิธีตรวจหลักสูตรและโครงสร้างการกำกับที่ทำให้ทุกฝ่ายใช้เวลากับเอกสารมากกว่าการคุยเรื่องความสามารถของบัณฑิตและแกนที่แท้จริงของสาขา
หมวด: หลักสูตรและการเรียนรู้
วันที่โพสต์: 03 April 2026
ที่มา: Facebook post archive
curriculum governance curriculum-review university-reform systems-thinking
Rewritten Post
เวลาหลักสูตรมีปัญหา เรามักถามว่าจะเพิ่มอะไร แต่แทบไม่ถามว่าเรากำลังตรวจอะไรในหลักสูตรกันแน่
ภาพประกอบบทความเรื่องการตรวจหลักสูตรและภาระเอกสาร
คลิกรูปเพื่อดูภาพขยายใหญ่

บทความนี้เริ่มจากคำถามที่ดูเรียบง่ายแต่กลับถูกถามน้อยมากในระบบพัฒนาหลักสูตร คือเมื่อหลักสูตรมีปัญหา เรากำลังตรวจอะไรอยู่กันแน่ เพราะในทางปฏิบัติ เวลาหลักสูตรมีปัญหา เรามักไปไกลถึงการคิดว่าจะเพิ่มอะไรเข้าไป แต่ไม่ได้ย้อนดูว่ากระบวนการกำกับกำลังโฟกัสที่เรื่องสำคัญจริงหรือไม่

ประเด็นสำคัญคือหลักสูตรไม่ใช่ก้อนเดียว แต่ประกอบด้วยส่วนที่ถูกแบ่งกันดูแลหลายชั้น ตั้งแต่ศึกษาทั่วไป วิชาพื้นฐาน วิชาสภาวิชาชีพ วิชาคณะ วิชาเฉพาะ วิชาเลือก และเลือกเสรี โครงสร้างแบบนี้มีเหตุผลของมัน เพราะมหาวิทยาลัยต้อง balance ระหว่างความเป็นmassกับniche แต่ผลข้างเคียงคือภาควิชาที่ใส่ใจหลักสูตรที่สุดกลับมีอำนาจจำกัดต่อข้อจำกัดจำนวนมาก

จุดยากที่สุดจึงไม่ใช่แค่การจัดรายวิชา แต่คือการตอบคำถามว่าบัณฑิตควรเป็นแบบไหน เพราะผู้ใช้บัณฑิตต้องการไม่เหมือนกันเลย บางที่อยากได้คนทำงานได้ทันที บางที่อยากได้คนคิดเป็น บางที่อยากได้พื้นฐานแน่น บางที่อยากได้ soft skill และเมื่อหลักสูตรพยายามตอบทุกอย่างพร้อมกัน ก็มักลงเอยด้วยการไม่เก่งอะไรเลย

เรารู้ว่าแกนของหลักสูตรสำคัญ แต่โครงสร้างกลับไม่เอื้อให้ทำให้แข็งจริง

แม้เราจะรู้ว่าสิ่งที่ทำให้บัณฑิตมีตัวตนจริงคือแกนของสาขา แต่การทำให้แกนนั้นแข็งกลับติดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เช่นวิชาพื้นฐานที่ต้องสอนห้องใหญ่ เนื้อหาเดียวกันต้องประเมินเหมือนกัน หรือความไม่ลงรอยระหว่างคนที่รู้ลึกเชิงทฤษฎีกับคนที่รู้ปลายทางการใช้งานจริง

ตัวอย่างอย่างการสอนคณิตศาสตร์ที่เชื่อมกับ AI ชี้ให้เห็นชัดว่า ไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์: ถ้าให้ภาคคณิตศาสตร์สอน ก็ได้ความลึกแต่ไม่เชื่อมการใช้ ถ้าให้ภาคคอมพ์สอนเอง ก็ได้ความเชื่อมโยงแต่ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มและไม่ใช่ความเชี่ยวชาญโดยตรง ปัญหานี้เกิดซ้ำในหลายสาขาเพราะconstraint มันมีอยู่จริง

ปัญหาอาจไม่ใช่หลักสูตร แต่คือวิธีที่ระบบตรวจมัน

บทความนี้จึงหันกลับมาตั้งคำถามกับระบบกำกับว่า เราอาจใช้เวลาไปกับสิ่งที่ไม่ใช่หัวใจของหลักสูตรมากเกินไป เช่น เอกสารหลายชั้นและข้อเสนอแนะจำนวนมาก ขณะที่คำถามหลักซึ่งควรถูกถามคือ หลักสูตรนี้ทำให้บัณฑิตมีความสามารถตามที่ตั้งใจหรือยัง กลับไม่ได้รับพื้นที่เท่าที่ควร

เมื่อระบบมีหลายชั้น ตั้งแต่กรรมการหลักสูตร กรรมการคณะ กรรมการวิชาการ ไปจนถึงกรรมการมหาวิทยาลัย สิ่งที่เกิดขึ้นได้คือการให้ความสำคัญกับความถูกต้องของเอกสารมากกว่าความแข็งแรงของแกนหลักสูตร ทางออกที่บทความชี้ไว้จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบทั้งหมดทันที แต่ควรทำให้ส่วนกลางกำหนดกรอบให้ชัด แล้วเปิดพื้นที่ให้กรรมการหลักสูตรตัดสินใจรายละเอียดมากขึ้น เพื่อลดการตรวจซ้ำและคืนเวลาให้ทุกฝ่ายได้คุยกันในเรื่องที่สำคัญจริง

Original
ลิงก์อ้างอิง:
f
Original Facebook Post
โพสต์ของ พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า รู้สึกคิดบวกที่ Kasetsart University 3 เมษายน เวลา 05:38 น. · กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย · แชร์กับ สาธารณะ เวลาหลักสูตรมีปัญหา เรามักคิดว่า “ต้องเพิ่มอะไรเข้าไป” แต่คำถามที่แทบไม่เคยถูกถามคือ **เรากำลังตรวจอะไรในหลักสูตรกันแน่?** --- คราวที่แล้วผมเขียนไปแล้วว่า ภาควิชาเป็นหน่วยที่ใส่ใจหลักสูตรที่สุด แต่ในความเป็นจริง ข้อจำกัดของหลักสูตรมันเยอะมาก และหลายอย่างก็ไม่ได้อยู่ในมือภาควิชาเลย ก่อนอื่นต้องเข้าใจภาพรวมก่อนว่า “หลักสูตร” มันไม่ได้เป็นก้อนเดียว มันถูกแบ่งเป็นหลายส่วน เช่น ศึกษาทั่วไป วิชาพื้นฐาน วิชาสภาวิชาชีพ วิชาพื้นฐานคณะ วิชาเฉพาะ วิชาเลือก และเลือกเสรี พูดง่าย ๆ คือมัน “แบ่งกันดูแล” ซึ่งจริง ๆ ก็มีเหตุผลของมัน เพราะมหาวิทยาลัยต้อง balance ระหว่าง ความเป็น mass (ผลิตบัณฑิตจำนวนมาก) กับความเป็น niche (ผลิตคนที่ตรงกับสาขา) สองอย่างนี้มันอยู่ด้วยกันตลอด และมันเลี่ยงไม่ได้ที่จะ “ปนกัน” เราจึงเห็นภาพแบบนี้เป็นเรื่องปกติครับ หลักสูตรสายแข็ง ก็มีวิชาซอฟต์แทรก หลักสูตรสายซอฟต์ ก็พยายามเพิ่มความเข้มแข็งเชิงระบบเข้าไป เพราะจริง ๆ แล้ว พื้นที่ที่ “ลงลึกสุด” ของมหาวิทยาลัย มันอยู่ในระดับปริญญาโทและเอกอยู่แล้ว ส่วนปริญญาตรี หน้าที่หลักคือ ทำให้บัณฑิต “เอาไปใช้งานได้” แต่พอมาถึงจุดนี้ คำถามที่ตอบยากที่สุดคือ **แล้วบัณฑิตควรเป็นแบบไหน?** เพราะคนที่รับบัณฑิตไป ต้องการไม่เหมือนกันเลย บางที่อยากได้คนทำงานได้ทันที บางที่อยากได้คนคิดเป็น บางที่อยากได้พื้นฐานแน่น บางที่อยากได้ soft skill และถ้าวันไหนหลักสูตร พยายามตอบทุกอย่าง มักจบลงด้วยการ **“ไม่เก่งอะไรเลย”** --- ถ้ามองให้ชัดจริง ๆ ส่วนที่เป็นฐานร่วมของมหาวิทยาลัย คือศึกษาทั่วไป กับวิชาพื้นฐาน แต่สิ่งที่ทำให้บัณฑิต “มีตัวตนจริง” คือแกนของสาขา ปัญหาคือ เรารู้ว่าแกนสำคัญ แต่เราทำให้มันแข็งได้ยาก ไม่ใช่เพราะไม่รู้ว่าควรทำอะไร แต่เพราะ **“โครงสร้างมันไม่เอื้อ”** ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าภาคคอมพิวเตอร์อยากสอน คณิตศาสตร์ที่เชื่อมกับ AI โดยตรง จะทำยังไง? - ให้ภาคคณิตศาสตร์สอน → ก็จะได้ความลึกในแบบคณิต → แต่ไม่ได้เชื่อมกับการใช้งาน - ให้ภาคคอมพ์สอนเอง → ก็ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่ม → ไม่ได้เชี่ยวชาญโดยตรง → แต่ได้เนื้อหาที่เชื่อมกับการใช้งานจริง มันไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์ครับ และปัญหาแบบนี้ เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในหลายสาขา เพราะ constraint มันมีอยู่จริง เช่น - เนื้อหาเดียวกัน ต้องประเมินเหมือนกัน - วิชาพื้นฐานเป็นห้องใหญ่ → ปรับเฉพาะทางยาก - คนสอนพื้นฐานไม่รู้ปลายทางการใช้งาน - คนสาขาเฉพาะก็ไม่ได้อยากมาสอนพื้นฐาน แต่สิ่งที่ผมรู้สึกมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ **เราใช้เวลาไปกับ “สิ่งที่ไม่ใช่หัวใจของหลักสูตร” มากเกินไป** - เอกสารต้องผ่านหลายขั้น - มีข้อเสนอแนะจำนวนมาก ซึ่งในหลายกรณี ก็เป็นเรื่องที่มีเหตุผลในมุมของกระบวนการ แต่ในมุมของคนทำหลักสูตรจริง มันยังไม่ใช่ “คำถามหลัก” คำถามหลักควรจะเป็น **หลักสูตรนี้ ทำให้บัณฑิตมีความสามารถตามที่ตั้งใจหรือยัง?** --- โครงสร้างที่เรามีอยู่ตอนนี้ มีหลายชั้น ตั้งแต่กรรมการหลักสูตร กรรมการคณะ กรรมการวิชาการ ไปจนถึงกรรมการมหาวิทยาลัย แต่ละชั้นก็มีบทบาทของตัวเอง และช่วยกันทำให้ระบบมีมาตรฐาน ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่า “สำคัญ” แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อมีหลายชั้น และแต่ละชั้นมีข้อพิจารณาของตัวเอง สิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้คือ **เราให้ความสำคัญกับ “ความถูกต้องของเอกสาร” มากกว่า “ความแข็งแรงของแกนหลักสูตร”** และนี่อาจเป็นจุดที่ควรคุยกันมากขึ้น ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนระบบทั้งหมดทันที แต่เพื่อทำให้เรามั่นใจว่า ในสิ่งที่เป็น “หัวใจของหลักสูตร” เรากำลังให้ความสำคัญเพียงพอแล้วจริง ๆ เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้าเราเชื่อว่า กรรมการหลักสูตรของสาขา คือคนที่เข้าใจบริบทของตัวเองดีที่สุด ก็จะเจอแต่การตรวจที่ไม่ใช่สาระสำคัญจากโต๊ะที่สูงกว่าเป็นส่วนใหญ่ คำถามที่น่าคิดต่อคือ ในระดับที่สูงขึ้น เราควรโฟกัส “การตรวจอะไร” เพื่อให้ระบบดีขึ้นจริง หรืออีกมุมหนึ่ง ส่วนกลางอาจทำหน้าที่ กำหนด “กรอบ” ให้ชัด ทั้งมาตรฐาน เงื่อนไข และทิศทาง แล้วเปิดพื้นที่ให้ กรรมการหลักสูตรของแต่ละสาขา ตัดสินใจในรายละเอียดของหลักสูตร ส่วนที่เหลือ ก็ทำให้สอดคล้องกับกรอบนั้น ถ้าเป็นแบบนี้ ภาระการตรวจซ้ำ น่าจะลดลงได้มาก และทุกฝ่าย น่าจะได้ใช้เวลาไปกับสิ่งที่สำคัญกว่า เพราะเท่าที่เห็นอยู่ตอนนี้ ทุกโต๊ะก็เหนื่อยหมด โดยเรายังไม่มีพื้นที่ ที่ได้ “คุยกันจริง ๆ” มีแต่เอกสารที่ส่งต่อกันไปมา --- คำถามก็เลยยังเหมือนเดิม ถ้าเราอยากได้ ผลลัพธ์แบบเดิม วิธีเดิมก็ไม่ผิด แต่ถ้าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว สิ่งที่เราควรเปลี่ยนก่อน อาจไม่ใช่หลักสูตร แต่อาจเป็น **“วิธีที่เราตรวจมัน”** เพราะเท่าที่เห็น... วิธีเดิม คนเดิม ก็ได้ผลแบบเดิม --- Rethink. Reframe. Realize.
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง