ปัญหาของหลักสูตรอาจไม่ได้อยู่ที่หลักสูตร แต่อยู่ที่วิธีที่เราตรวจมัน
บทความนี้เริ่มจากคำถามที่ดูเรียบง่ายแต่กลับถูกถามน้อยมากในระบบพัฒนาหลักสูตร คือเมื่อหลักสูตรมีปัญหา เรากำลังตรวจอะไรอยู่กันแน่ เพราะในทางปฏิบัติ เวลาหลักสูตรมีปัญหา เรามักไปไกลถึงการคิดว่าจะเพิ่มอะไรเข้าไป แต่ไม่ได้ย้อนดูว่ากระบวนการกำกับกำลังโฟกัสที่เรื่องสำคัญจริงหรือไม่
ประเด็นสำคัญคือหลักสูตรไม่ใช่ก้อนเดียว แต่ประกอบด้วยส่วนที่ถูกแบ่งกันดูแลหลายชั้น ตั้งแต่ศึกษาทั่วไป วิชาพื้นฐาน วิชาสภาวิชาชีพ วิชาคณะ วิชาเฉพาะ วิชาเลือก และเลือกเสรี โครงสร้างแบบนี้มีเหตุผลของมัน เพราะมหาวิทยาลัยต้อง balance ระหว่างความเป็นmassกับniche แต่ผลข้างเคียงคือภาควิชาที่ใส่ใจหลักสูตรที่สุดกลับมีอำนาจจำกัดต่อข้อจำกัดจำนวนมาก
จุดยากที่สุดจึงไม่ใช่แค่การจัดรายวิชา แต่คือการตอบคำถามว่าบัณฑิตควรเป็นแบบไหน เพราะผู้ใช้บัณฑิตต้องการไม่เหมือนกันเลย บางที่อยากได้คนทำงานได้ทันที บางที่อยากได้คนคิดเป็น บางที่อยากได้พื้นฐานแน่น บางที่อยากได้ soft skill และเมื่อหลักสูตรพยายามตอบทุกอย่างพร้อมกัน ก็มักลงเอยด้วยการไม่เก่งอะไรเลย
เรารู้ว่าแกนของหลักสูตรสำคัญ แต่โครงสร้างกลับไม่เอื้อให้ทำให้แข็งจริง
แม้เราจะรู้ว่าสิ่งที่ทำให้บัณฑิตมีตัวตนจริงคือแกนของสาขา แต่การทำให้แกนนั้นแข็งกลับติดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เช่นวิชาพื้นฐานที่ต้องสอนห้องใหญ่ เนื้อหาเดียวกันต้องประเมินเหมือนกัน หรือความไม่ลงรอยระหว่างคนที่รู้ลึกเชิงทฤษฎีกับคนที่รู้ปลายทางการใช้งานจริง
ตัวอย่างอย่างการสอนคณิตศาสตร์ที่เชื่อมกับ AI ชี้ให้เห็นชัดว่า ไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์: ถ้าให้ภาคคณิตศาสตร์สอน ก็ได้ความลึกแต่ไม่เชื่อมการใช้ ถ้าให้ภาคคอมพ์สอนเอง ก็ได้ความเชื่อมโยงแต่ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มและไม่ใช่ความเชี่ยวชาญโดยตรง ปัญหานี้เกิดซ้ำในหลายสาขาเพราะconstraint มันมีอยู่จริง
ปัญหาอาจไม่ใช่หลักสูตร แต่คือวิธีที่ระบบตรวจมัน
บทความนี้จึงหันกลับมาตั้งคำถามกับระบบกำกับว่า เราอาจใช้เวลาไปกับสิ่งที่ไม่ใช่หัวใจของหลักสูตรมากเกินไป เช่น เอกสารหลายชั้นและข้อเสนอแนะจำนวนมาก ขณะที่คำถามหลักซึ่งควรถูกถามคือ หลักสูตรนี้ทำให้บัณฑิตมีความสามารถตามที่ตั้งใจหรือยัง กลับไม่ได้รับพื้นที่เท่าที่ควร
เมื่อระบบมีหลายชั้น ตั้งแต่กรรมการหลักสูตร กรรมการคณะ กรรมการวิชาการ ไปจนถึงกรรมการมหาวิทยาลัย สิ่งที่เกิดขึ้นได้คือการให้ความสำคัญกับความถูกต้องของเอกสารมากกว่าความแข็งแรงของแกนหลักสูตร ทางออกที่บทความชี้ไว้จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบทั้งหมดทันที แต่ควรทำให้ส่วนกลางกำหนดกรอบให้ชัด แล้วเปิดพื้นที่ให้กรรมการหลักสูตรตัดสินใจรายละเอียดมากขึ้น เพื่อลดการตรวจซ้ำและคืนเวลาให้ทุกฝ่ายได้คุยกันในเรื่องที่สำคัญจริง