Kasetsart UniversityThe Life Systems University
Archive

หลายครั้งในชีวิตกับความเชื่อ เมื่อมนุษย์ตัดสินใจอยู่ในโลกจริง แต่ก็ยังหนีไม่พ้นคำถามเรื่องโชคชะตา ความเชื่อ และสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

ข้อเขียนชิ้นยาวนี้เป็นการทบทวนประสบการณ์ชีวิตกับเรื่องความเชื่ออย่างตรงไปตรงมา ตั้งแต่การสวดมนต์เป็นกำลังใจ การไม่เชื่อเรื่องผีและดวง การลองศึกษาไพ่ทาโรต์ ไปจนถึงประสบการณ์เจ็บป่วย ภาวะเหมือนใกล้ตาย และผีอำ ผู้เขียนไม่ได้สรุปให้จบง่าย ๆ ว่าอะไรจริงหรือไม่จริง แต่ชวนเห็นว่ามนุษย์อาจทำได้ดีที่สุดเพียงตัดสินใจในปัจจุบัน ขณะที่ชีวิตยังเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่อาจคำนวณได้ทั้งหมด
หมวด: ธรรมาภิบาลและการบริหารมหาวิทยาลัย
วันที่โพสต์: 23 October 2025
ที่มา: Facebook post archive
belief fate reflection life-experience conscience
Rewritten Post
ต่อให้เราใช้เหตุผล ตัดสินใจเต็มที่ และไม่ยึดติดกับงมงาย ชีวิตก็ยังพาเราไปเจอคำถามเดิมว่าอะไรคือสิ่งที่มนุษย์ควบคุมได้จริง
ภาพประกอบบทความหลายครั้งในชีวิตกับความเชื่อ
คลิกรูปเพื่อดูภาพขยายใหญ่

บทความนี้เป็นงานเขียนเชิงทบทวนชีวิตที่ผู้เขียนเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาเคยใช้การสวดมนต์เป็นเครื่องมือสร้างขวัญกำลังใจมาตั้งแต่วัยสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เคยเชื่อเรื่องผีหรือดวงแบบง่าย ๆ นั่นทำให้ทั้งโพสต์เต็มไปด้วยความตึงเครียดระหว่าง เหตุผล, ประสบการณ์ และ สิ่งที่อธิบายไม่ได้

จุดน่าสนใจคือผู้เขียนไม่ได้พยายามสรุปโลกแบบฟันธง เขาเล่าเรื่องหมอดู ไพ่ทาโรต์ โรคประหลาด กัญชา ผีอำ และเหตุการณ์เฉียดตาย โดยวางทุกอย่างไว้ในกรอบเดียวกันว่า มนุษย์ตัดสินใจได้เฉพาะในปัจจุบัน แต่ผลลัพธ์ของชีวิตยังมีพื้นที่ของสิ่งที่เราคุมไม่ได้เสมอ

ส่วนแรกของบทความนี้เล่าถึงการสวดมนต์ในฐานะเครื่องมือสร้างพลังใจ ไม่ใช่พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์แบบที่ต้องเชื่ออย่างสมบูรณ์ ผู้เขียนใช้มันเพื่อประคองตัวเองในช่วงชีวิตที่ต้องการแรงยึดเหนี่ยว ซึ่งทำให้ความเชื่อในที่นี้มีลักษณะเป็น psychological discipline มากกว่าการมอบชีวิตทั้งหมดให้สิ่งเหนือธรรมชาติ

ความไม่เชื่อแบบสุดโต่งก็ไม่เพียงพอ เมื่อชีวิตพาเราไปเจอประสบการณ์ที่อธิบายไม่ง่าย

ผู้เขียนย้ำหลายครั้งว่าไม่เชื่อเรื่องผี ไม่เชื่อเรื่องดวง และมองหมอดูหรือทรงเจ้าในฐานะประสบการณ์ที่ไปดูเพื่อเรียนรู้มากกว่าจะศรัทธา แต่ในเวลาเดียวกัน เขาก็เล่าเรื่องผีอำและประสบการณ์ทางร่างกายบางอย่างที่อธิบายได้ไม่หมด นี่ทำให้บทความไม่ตกไปสู่การเย้ยหยันความเชื่อของคนอื่นแบบง่าย ๆ

ตรงกันข้าม มันชี้ให้เห็นว่ามนุษย์จำนวนมากไม่ได้อยู่ในฝั่ง “เชื่อ” หรือ “ไม่เชื่อ” แบบบริสุทธิ์ หากแต่อยู่ในพื้นที่สีเทาที่ต้องจัดการกับสิ่งที่ตัวเองยังไม่เข้าใจ

การพยายามอ่านอนาคตอาจให้ความบันเทิง แต่ก็ทำให้เหนื่อยกับชีวิตคนอื่นเกินไป

ตอนที่ผู้เขียนเล่าถึงการศึกษาไพ่ทาโรต์และการพยากรณ์ให้คนอื่น มีน้ำหนักมากกว่าความขำ เพราะเขาสรุปว่าการพยายามเข้าไปอ่านชีวิตหรือปัญหาของผู้อื่นทำให้ตัวเองเหนื่อยเกินไป มุมนี้สะท้อนการเติบโตทางความคิดว่า ความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้มีคุณค่าเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อมันกินพลังทางใจของเราเอง

ดังนั้น บทความจึงไม่ได้ชวนให้ไล่ตามอำนาจพิเศษ แต่ชวนให้เห็นขอบเขตของตัวเอง และรู้ว่าอะไรควรปล่อยผ่าน

ชีวิตเต็มไปด้วย “รู้งี้” แต่คำว่า รู้งี้ ไม่มีจริงในเวลาที่เราต้องตัดสินใจ

หนึ่งในแกนที่ลึกที่สุดของโพสต์คือการยอมรับว่า ชีวิตเต็มไปด้วยคำว่า “รู้งี้” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหุ้น เรื่องสุขภาพ หรือเรื่องการเข้าไปยุ่งกับเหตุการณ์บางอย่าง ผู้เขียนชี้ว่าคำนี้ทำให้มนุษย์รู้สึกผิดได้เสมอ แต่ในความเป็นจริง การตัดสินใจในวันนั้นมักเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดเท่าที่เรารู้ได้ในเวลานั้น

มุมนี้สอดคล้องกับข้อเขียนเรื่องมโนธรรมของเขาอย่างชัดเจน คือมนุษย์อาจประเมิน คำนวณ และวางแผนได้มาก แต่สุดท้ายก็ยังมีพื้นที่ของ ฟ้าลิขิต หรืออย่างน้อยที่สุดคือพื้นที่ของสิ่งที่เราไม่สามารถเห็นล่วงหน้าได้ทั้งหมด

ข้อสรุปไม่ได้อยู่ที่ว่าควรเชื่ออะไร แต่คือการยอมรับข้อจำกัดของมนุษย์อย่างไม่หลอกตัวเอง

เมื่ออ่านจนจบจะเห็นว่าโพสต์นี้ไม่ได้พยายามสรุปว่าไสยศาสตร์จริงหรือวิทยาศาสตร์จริงกว่า แต่กำลังพาเรากลับมาที่คำถามพื้นฐานที่สุดว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งไม่แน่นอน มนุษย์ควรใช้ชีวิตอย่างไร ผู้เขียนตอบผ่านประสบการณ์ว่าเราทำได้เพียงตัดสินใจในปัจจุบัน ใช้สติให้ดีที่สุด และยอมรับว่าชีวิตยังมีสิ่งที่เกินกำลังคำนวณเสมอ

นั่นทำให้บทความนี้เป็นงานใคร่ครวญเรื่องความเชื่อที่ไม่ชวนงมงายและไม่เยาะเย้ยศรัทธา แต่เปิดพื้นที่ให้มนุษย์อยู่กับความไม่แน่นอนได้อย่างซื่อสัตย์มากขึ้น

Original
ลิงก์อ้างอิง:
f
Original Facebook Post
โพสต์ของ พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า รู้สึกมีความสุขที่ Department of Computer Engineering - Kasetsart University 23 ตุลาคม 2025 · กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย · แชร์กับ สาธารณะ หลายครั้งในชีวิตกับความเชื่อ 🙏 (ยาวมาก) สมัยก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมสร้างขวัญกำลังใจโดยการสวดมนต์ก่อนนอนเสมอ และทุกครั้งหลังสวดเสร็จ ผมจะอธิษฐานขอสิ่งที่ต้องการทุกคืน จริง ๆ สวด นะโม สามจบนิดเดียว แต่อธิษฐานขอให้ชีวิตเป็นไปอย่างมากมาย และก็ทำอย่างนี้มาเรื่อย ๆ จนเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว พอช่วงเรียนมหาวิทยาลัยก็เริ่มลดลง และก็จำได้ว่าหลังเรียนจบปริญญาโท ก็ไม่ค่อยสวดมนต์หรอกนะ แต่ก็ยังสวดมนต์อย่างตั้งใจเสมอ ทุกครั้งที่เข้าวัด (ซึ่งก็ไม่ได้เข้าบ่อย) และไปงานศพ 🕯️ (ซึ่งผมจะตั้งใจสวดมนต์ทุกครั้ง) -- ผมไม่เคยเชื่อเรื่องผี 👻 บ้านอยู่หลังป่าช้าวัดพระศรีมาตั้งแต่ช่วงเด็ก หน้าบ้านตอนนั้นมองออกมาก็เห็นโลงหินที่ใช้เก็บศพ ผมก็ไม่เชื่อเรื่องดวง มีคนพาไปก็ไปนะ เราก็รู้เพราะเราดวงดี 😄 ตอนผมเกิดแม่จำเป็นต้องผ่าคลอด แม่เลยเลือกฤกษ์เกิดได้ ซึ่งก็เป็นฤกษ์ดี ผมใช้โอกาสนี้หลายหน ในการแอบบอก (leak) วันเดือนปีเกิดให้คนที่เชื่อเรื่องพวกนี้ ซึ่งพอ “leak” ไปแล้ว ส่วนใหญ่เครดิตผมดีขึ้นเยอะ 😅 เพราะตำราหมอดูมันก็เล่มเดียวกันแหละ แต่พอเล่าให้ผู้ใหญ่ฟัง โดนห้ามเด็ดขาดว่าห้ามทำอีก อันตรายมาก เราก็เชื่อนะ ตำราหมอดูคนใช้เยอะ มันอาจเป็น “ตัวชี้นำ” มากกว่า “การทำนาย” ด้วยซ้ำ และเพราะจริง ๆ การที่ทำให้คนวิเคราะห์ได้ว่าเราเป็นอย่างไร มันจะดีตรงไหน จะ “fake” เวลาเกิดเพื่อให้ leak อีกมันก็ไม่ได้ทำง่าย ๆ เพราะเราก็ไม่ได้มีความรู้โหราศาสตร์ -- ผมเคยศึกษาโหราศาสตร์มาบ้าง 🔮 เช่น ไพ่ทาโรต์ ซึ่งตอนเรียนปริญญาเอก (คงฟุ้งซ่านจัด 😆) ซื้อตำราภาษาอังกฤษมาอ่านจริง ๆ จัง ๆ หลายเล่มเลย เอามาดูดวงตัวเอง ทำนองว่า “วันพรุ่งนี้จะเอายังไงกับอาจารย์ที่ปรึกษาดี” ผมศึกษามากพอที่จะพยากรณ์ให้คนอื่น (หลอกคุยกับสาวแหละ 💬😉) แต่ความเข้มแข็งทางจิตใจไม่กล้าเข้าไปรับรู้ความคิดของคนอื่น เพราะตอนทำมันคงใช้ความตั้งใจเยอะ รู้สึกเครียดในการพยายามคิดแบบคนอื่น ซึ่งผลคือผมก็ทำให้คนมีความสุขได้จากการพยากรณ์ แต่ผมรู้สึกเหนื่อยมากในการใช้สมอง หลัง ๆ ผมก็ไม่ทำแล้ว มันเหนื่อยกับการอยากรู้อยากเห็นชีวิตคนอื่น รู้จริงหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่รู้ว่าคิดถึงปัญหาของคนอื่นมันเหนื่อยเกินไป 🫠 -- ผมเคยมีประสบการณ์ หมอดู ทรงเจ้า อยู่บ้าง 🔔 ตอนช่วงป่วยด้วยโรคแปลก ๆ สำหรับผม (แต่ไปหาหมอ หมอบอกใคร ๆ ก็เป็นกัน ซึ่งผมเกิดมาจนป่านนี้ ก็ยังไม่เคยเจอใครเป็นเหมือนผมอีกนะ 😅) แต่ก็หายหมดแล้ว ไม่ใช่เพราะหมอผีทรงเจ้าหรอกนะ หายป่วยเพราะหมอจริง ๆ นี่แหละ 👨‍⚕️ กินยา ดูแลตัวเอง บางโรคก็หลายปี และก็หายขาดด้วย แต่การไปดูหมอแต่ละครั้ง ผมก็ไปงั้น ๆ แหละ หาประสบการณ์ ไม่ได้ศรัทธา ไม่เชื่อ จ้องจับผิดซะมากกว่าด้วย ไปครั้งสองครั้งเองแหละ เราเข้าใจ มันก็อาชีพ เขาคงมีจรรยาบรรณที่จะไม่พูดอะไรให้ใครเสียหายหรอก เพื่อความสบายใจและกระจายรายได้กันไป 💸 ครั้งสุดท้ายที่ดูหมอ ไปดูกับพระหนุ่ม ๆ ก็นะ ชอบมาก เอาดวงเราไปดูแล้วบอกว่า “เกียรติยศรุนแรง” สมกับเป็นพระหมอดูเจนวาย ซึ่งก็จะบอกว่า อย่างฮา -- ชีวิตมันไม่รู้หรอกว่าจะเป็นอย่างไร 🌌 ผมมีชีวิตได้ด้วยการตัดสินใจในปัจจุบัน ไม่ใช่ “รู้งี้” บางเรื่องการตัดสินใจในวันนั้น มองย้อนในวันนี้ ก็เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดทุกครั้งนะ แต่ชีวิตก็เจอ “รู้งี้” มาโดยตลอด ไอ้ “รู้งี้” นี่แหละ มันไม่มีจริงและทำให้รู้สึกผิดเสมอ ว่าเราต้องเข้าไปยุ่งเหตุการณ์ที่ไม่ต้องเข้าไปยุ่งก็ได้ แต่ก็เข้าไปยุ่งจนมันเป็นไปตามที่เราต้องการ แต่คนคำนวณไม่สู้ฟ้าลิขิต 🌠 แม้จะทำได้ดีสุดในกรอบที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะรู้ได้ มันก็ไม่ได้ดีที่สุดเหมือนกับพระเจ้าที่รู้ว่า “รู้งี้” มันคืออะไร ถ้าเรื่องพอเล่าได้ ก็คือ ซื้อหุ้นตัวหนึ่ง 40 บาท มา 10,000 หุ้น ขายตอน 180 บาท (รวยแล้วไหมล่ะ 💰) แต่มันพุ่งไปจนหุ้นละ 800 บาท (พระเจ้าจอร์จเลยไหม) อันนี้เป็นตัวอย่างของ “รู้งี้” -- ผมเคยรู้สึกอยู่ในโลกมนุษย์แต่กำลังจะต้องพิจารณาตัวเองว่าชีวิตจะรอดหรือไม่ 😨 และนึกถึงคนที่เรารักทุกคนว่าไม่ได้บอกลา ผมเคยกินอาหารผิดจาน ซึ่งจานนั้นผัดเนื้อน้ำมันกัญชา โดยไม่รู้ตัว 🌿 ซึ่งจำได้ว่าอร่อยมาก แต่แพ้กัญชาน่ะสิ แขนขาไม่มีแรง ตาลืมไม่ขึ้น หมดสติ ล้มทั้งยืน แต่ขอโทษ ได้ยินเสียงตลอดเวลา แต่พูดไม่ได้ ที่สำคัญ สมองยังคิดได้ตลอดเวลา ได้ยินทุกอย่าง แต่พูดไม่ได้และลืมตาไม่ได้ คือไม่รู้ด้วยว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร ด้วยการที่ “ยังคิดได้” ก็ไปไกลเลยล่ะสิ... นึกถึงทุกอย่าง และก็นึกว่าการตายก็คงเป็นแบบนี้แหละมั้ง 🕊️ สุดท้ายก็รอดมาได้ กัญชาหมดฤทธิ์ พอเลยหนเดียว! ชีวิตนี้ใช่ว่าเรารู้ทุกอย่างว่าอะไรควรหรือไม่ควร แล้วเราจะรอดเสมอ… -- แต่ถ้าเรื่อง paranormal จริง ๆ อธิบายไม่ได้เลย 👀 ผมเคยโดนสิ่งที่คนเขาเรียกกันว่า “ผีอำ” 😱 อาการคือ นอนนิ่งไม่ไหวติง สติยังอยู่ครบ มองเห็นปีศาจตัวใหญ่อยู่ด้านบนหน้าอก ตอนนั้นผมยังเรียนปริญญาเอกอยู่ที่อเมริกา 🇺🇸 ผมก็นึกว่า “อะไรกัน นี่มันอเมริกานะ จะมีผีที่ไหนตามมา?” ผมก็เริ่มสวดมนต์ในใจ เพราะตัวแข็งแน่นิ่งขยับไม่ได้ ผีเจอผมสวดมนต์ นึกว่ามันจะกลัว มันตวาดผมว่า “จะสวดทำไม ทำอะไรเขาไม่ได้หรอก” 😨 แต่ขอย้อนนิดหนึ่ง — วันนั้นผมเองก็ “ผีเข้า” ตั้งแต่เช้า 😂 อาจารย์ที่ปรึกษาโทรมาที่บ้านสองวันติด วันแรกตอนเช้า โทรมาถาม “ทำอะไรอยู่” ผมตอบ “นอนอยู่” วันที่สองโทรมาอีกตอนบ่าย ถามเหมือนเดิม “ทำอะไรอยู่” ผมก็ตอบว่า “นอนอยู่” อาจารย์ก็ขึ้นเลย “โทรมาตอนไหนก็นอน ยูทำงานการบ้างหรือเปล่า!” ผมก็แบบปรี๊ดเลย 😤 สวนกลับว่า “นอนน่ะ แทบไม่ได้นอนอยู่แล้ว แล้วยูก็โทรมาตอนที่ผมนอนทุกที ไม่ไหวนะ เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว” อาจารย์เงียบไปเลย เราก็ละอายนะ เสียงดังทางโทรศัพท์ใส่อาจารย์ -- ทีนี้กลับมาเรื่องผีอำต่อ พอเจอผีบอก “ไม่ต้องสวดหรอก ทำอะไรไม่ได้หรอก” ผมก็ปรี๊ดขึ้นมาอีก 😤 เพราะอยู่อเมริกาแท้ ๆ ผีดันพูด “ภาษาไทย” เลยสวนผีไปว่า “จะสวดให้จบ มีอะไรไหม จะหลอกจะอำอะไรก็คอยไปก่อน” ด้วยอารมณ์เดียวกับตอนสวนอาจารย์ที่ปรึกษานั่นแหละ 🔥 จากนั้น... ผีก็หายไปเลย 💨 ถือว่า... อาจารย์ที่ปรึกษาของผม โทรมาให้แนวทางแก้ผีอำไว้ล่วงหน้าแล้วละมั้ง 😆 ---- ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง