Kasetsart UniversityThe Life Systems University
Archive

โอลิมปิกวิชาการไม่ได้มีไว้เพื่อ 4 คนสุดท้ายเท่านั้น แต่คือระบบพัฒนาคนทั้งเครือข่าย

ข้อเขียนนี้เปรียบโอลิมปิกวิชาการกับโอลิมปิกกีฬาเพื่อชวนมองให้เห็นว่าการแข่งขันเป็นเพียงปลายยอดของพีระมิด แต่คุณค่าที่สำคัญกว่าคือระบบการเรียนรู้ โอกาส และเครือข่ายที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อพัฒนาคนจำนวนมากกว่าผู้แทนไม่กี่คน
หมวด: การพัฒนาคนและ talent
วันที่โพสต์: 17 March 2026
ที่มา: Facebook post archive
talent-development computer-olympiad olympiad education-network ku
Rewritten Post
การแข่งขันคือหัวลาก แต่คุณค่าที่แท้จริงของโอลิมปิกวิชาการอยู่ที่กระบวนการเรียนรู้ที่ใหญ่กว่านั้น
ภาพประกอบบทความเรื่องโอลิมปิกวิชาการ ตอนที่ 1
คลิกรูปเพื่อดูภาพขยายใหญ่

บทความนี้ชวนทำความเข้าใจ โอลิมปิกวิชาการ ผ่านการเปรียบเทียบกับโอลิมปิกกีฬา ซึ่งเป็นเวทีที่เรามักมองเห็นเพียงการแข่งขันระดับสูงสุดของคนที่เก่งที่สุด แต่ไม่ค่อยคิดถึงระบบการคัดเลือก การฝึก และพีระมิดของการพัฒนาคนที่อยู่ข้างใต้ทั้งหมด

ในมุมนี้ โอลิมปิกวิชาการก็คล้ายกัน ประเทศต่าง ๆ ส่งนักเรียนที่เก่งที่สุดของตัวเองมาแข่งกัน แต่คุณค่าของมันไม่ได้อยู่แค่เหรียญหรือผู้แทนไม่กี่คน เพราะการแข่งขันเป็นเพียง หัวลาก ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกิดระบบการเรียนรู้ที่ใหญ่กว่านั้น

บทความอธิบายว่า แม้เราจะหวังให้ผู้แทนที่ได้เหรียญกลับมาเป็นแบบอย่างให้รุ่นถัดไป แต่โครงการโอลิมปิกวิชาการไม่ได้มีไว้เพื่อผู้แทน 4 คนสุดท้ายเท่านั้น จุดมุ่งหมายสำคัญคือการสร้างโอกาสให้เด็กไทยที่มีศักยภาพได้เรียนรู้มากขึ้น ผ่านกระบวนการบ่มเพาะที่ลึกกว่าการเรียนปกติ

คำถามว่า ‘ส่งผู้แทนไปแล้ว ประเทศได้อะไร’ ตอบได้มากกว่าแค่รายชื่อผู้ชนะ

บทความหยิบคำถามที่ได้ยินบ่อยว่า เมื่อส่งผู้แทนไปแข่งแล้ว คนเหล่านั้นหายไปไหน ประเทศได้อะไรกลับมา ผู้เขียนตอบจากประสบการณ์ตรงว่าคนจำนวนมากเติบโตไปเป็นนักวิชาการ นักวิจัย ผู้ประกอบการ หรือทำงานในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่ก็ยังย้ำว่านี่เป็นเพียงผลลัพธ์รอง เมื่อเทียบกับคุณค่าที่กว้างกว่านั้น

คุณค่าหลักอยู่ที่การสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยที่ทำงานพัฒนาเด็กเก่งทั่วประเทศ การพัฒนาครูให้มีศักยภาพสูงขึ้น และการเกิดแนวทางการศึกษาใหม่ ๆ ที่ขยายผลออกไปได้ไกลกว่าตัวเวทีแข่งขัน

โครงการนี้ไม่ได้พัฒนาแค่ผู้แทน แต่พัฒนาระบบ talent ของประเทศ

ในสายตาของบทความ คนที่ไม่ได้ไปแข่งก็ยังเป็นเป้าหมายของโครงการเช่นกัน เพราะสิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่การชนะ แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้เด็กที่มีศักยภาพสูงขึ้นเรื่อย ๆ ได้รับการบ่มเพาะอย่างต่อเนื่อง

สำหรับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คุณค่าที่ได้ยังรวมถึงการมีเครือข่ายกับคนที่เก่งที่สุดของประเทศตั้งแต่เขายังเป็นนักเรียนมัธยม และในบางกรณี คนที่เคยเป็นผู้แทนหรือได้เหรียญทองก็ย้อนกลับมาเป็นอาจารย์รุ่นใหม่ในภาควิชาเองด้วย

Original
ลิงก์อ้างอิง:
f
Original Facebook Post
พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า อยู่ที่ Tampere, Finland 17 มีนาคม · แชร์กับ สาธารณะ โอลิมปิกวิชาการ ตอนที่ 1 ถ้าบอกว่า กีฬา คือยาวิเศษ ที่ช่วยขัดเกลากิเลส ทำให้คนรู้จักแพ้ รู้จักชนะ และรู้อภัย โอลิมปิกก็คงเป็นเวทีที่แสดงจุดสูงสุดของยาวิเศษนั้น ปกติเราดูโอลิมปิก เราเหมือนดูโชว์ของมนุษย์ระดับสุดยอด เป็นการแข่งขันที่พวกเราคงทำได้แค่เชียร์ ไปแข่งเองคงไม่ได้ เพราะแม้แต่นักกีฬาที่เก่งที่สุดในประเทศเรา ยังต้องลุ้นหนักว่าจะไปสู้กับระดับโลกได้ไหม ตกลงโอลิมปิกมันคือ event กีฬายังไง ถ้ามองย้อนกลับไปสมัยหนึ่ง แนวคิดมันก็ดูสนุกดีนะ แทนที่จะไปรบกัน ก็ส่งคนมาแข่งกัน ใครชนะก็ถือว่ากองทัพชนะ อย่างน้อยก็สนุกกว่าการฆ่ากัน พอมาในยุคนี้ เราก็พยายามสร้างปิรามิดของการแข่งขัน ตั้งแต่กีฬาสี ระดับโรงเรียน ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ แล้วก็มาจบที่โอลิมปิก มันห่างไกลมากจริงๆ แล้วเรามีส่วนร่วมอะไรกับโอลิมปิก ในมุมผมส่วนใหญ่ก็แค่ entertainment เรานั่งดูโอลิมปิกอย่างตื่นเต้น แต่พอดูจบ เราก็ยังนอนพุงอืดเหมือนเดิม ไม่ได้ออกกำลังกายอะไรเพิ่มขึ้น ถึงอย่างนั้น โอลิมปิกก็ยังเป็นเวทีที่มนุษย์ระดับสุดยอดมาแข่งกัน แล้วเราก็ให้รางวัลนักกีฬาแบบเว่อร์มาก เพราะความภูมิใจที่ว่า คนของเราไปชนะเขา แม้ว่าเราจะยังไม่ออกกำลังกายเหมือนเดิมก็ตาม ทีนี้โอลิมปิกวิชาการก็มีแนวคิดคล้ายๆ กัน ประเทศต่างๆ จะส่งนักเรียนที่เก่งที่สุดของตัวเองมาแข่งกัน แต่การแข่งไม่ได้ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 แล้วแจกเหรียญแค่สามคนแบบกีฬานะ ปกติการแจกเหรียญจะเป็นช่วงคะแนน เช่นในการแข่งคอมพิวเตอร์โอลิมปิก เมื่อเรียงตามคะแนนแล้ว ประมาณครึ่งหนึ่งของคนที่เข้าสอบจะได้เหรียญ และคนที่ได้เหรียญทั้งหมดจะแบ่งเป็นหกช่วง ช่วงบนสุดได้เหรียญทอง สองช่วงถัดมาได้เหรียญเงิน สามช่วงที่เหลือได้เหรียญทองแดง ถ้าจะอุปมาแบบที่ผมเล่าเรื่องกีฬา เด็กที่ไปแข่งก็คือคนที่ลงสนาม ส่วนพวกเรา ก็เหมือนคนดูโอลิมปิก เราไม่เคยไปแข่ง แล้วเราก็คงยังนอนพุงกลม ไม่ได้อ่านหนังสือเพิ่มขึ้นอะไรนัก เหมือนพวกดูกีฬาแหละ แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ เราพยายามสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ใหญ่กว่านั้น แม้ว่าเราจะใช้การแข่งขันเป็นเหมือน “หัวลาก” เพื่อให้คนเก่งที่สุดของเรามีความสามารถเทียบเคียงชาวโลก ซึ่งก็หวังว่า นักเรียนจะตั้งใจเรียนมากขึ้น โดยการสร้างโอกาสที่จะได้เรียนรู้มากขึ้น นั่นคือที่มาของมูลนิธิ สอวน. ที่จะสร้างโอกาสให้เด็กไทยมีโอกาสได้เรียนรู้ โดยหลักการก็คือจัดหาคนที่เก่งที่สุดไปแข่งกับต่างประเทศ เราก็หวังว่านักเรียนที่ได้เหรียญทองกลับมา จะเป็นแบบอย่างให้นักเรียนคนถัดๆ ไปตั้งใจเรียนมากขึ้น สิ่งที่พบเจอ และมักเป็นคำถามสำคัญมากคือ “หลังจากส่งผู้แทนไปแล้ว หายไปไหนกันหมด ประเทศได้อะไร” ผมก็เข้าใจนะว่าเขาเป็นห่วงเรื่องความคุ้มค่า แต่มันมีกลิ่นเหน็บแนมนิดๆ อยู่เสมอสำหรับผม ผมขอตอบว่า นักเรียนที่จบกลับมา ถ้าอายุสูงสุดตอนนี้ก็คงอยู่ในวัยใกล้ 50 แล้ว เติบโตไปในสายงานวิชาการกันมากมาย และในภาคธุรกิจก็มีเยอะแยะ คนจำนวนมากเติบโตไปในสายงานวิชาการและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี บางคนอยู่ในบริษัทระดับโลก บางคนก็เป็นนักวิจัย หรือผู้ประกอบการ ซึ่งอันนี้เฉพาะคนที่อยู่ในระดับผู้แทน และค่ายคอมพ์ สสวท. ซึ่งเป็นรอบลึกๆ ของกระบวนการคัดเลือกผู้แทนแล้วนะ แต่จริงๆ แล้ว อันนี้เป็นเรื่องรองสำหรับผมนะครับ เพราะโครงการนี้ไม่ใช่แค่เพื่อ 4 คนสุดท้าย ที่เป็นผู้แทนประเทศ โครงการโอลิมปิกวิชาการ นอกจากส่งเสริม talent แล้ว ยังพัฒนาคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรามีนักเรียนมากมายที่ได้โอกาสพิเศษจากกิจกรรมนี้ ได้รับการบ่มเพาะให้มีศักยภาพสูงขึ้น ว่ากันง่ายๆ คนที่ไม่ได้ไปแข่งก็เป็นเป้าหมายเช่นกัน เราได้เครือข่ายของมหาวิทยาลัย ที่ทำงานพัฒนานักเรียนเก่งๆ ทั่วประเทศ เราได้พัฒนาครูให้มีศักยภาพสูงขึ้น ได้แนวทางการศึกษาใหม่ๆ อีกมากมาย แล้วถ้าในส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ล่ะ โดยเฉพาะภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ก็ต้องตอบว่า อย่างน้อยเราก็ได้มีเครือข่ายกับคนที่เก่งที่สุดในประเทศ ในยุคที่เขายังเป็นนักเรียนมัธยม และบังเอิญว่าในเวลาต่อมา คนที่เคยได้เหรียญทองคอมพิวเตอร์โอลิมปิก ก็กลับมาเป็นอาจารย์ในภาควิชาของเรา โปรดติดตามตอนต่อไป ปล. เรื่องนี้เป็นเพียงประสบการณ์ที่ผมได้พบเห็นจากการทำงานกับโครงการนี้มาหลายปีนะครับ ไม่ได้พูดแทนองค์กรที่เกี่ยวข้องใดๆ
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง