โอลิมปิกวิชาการไม่ได้มีไว้เพื่อ 4 คนสุดท้ายเท่านั้น แต่คือระบบพัฒนาคนทั้งเครือข่าย
บทความนี้ชวนทำความเข้าใจ โอลิมปิกวิชาการ ผ่านการเปรียบเทียบกับโอลิมปิกกีฬา ซึ่งเป็นเวทีที่เรามักมองเห็นเพียงการแข่งขันระดับสูงสุดของคนที่เก่งที่สุด แต่ไม่ค่อยคิดถึงระบบการคัดเลือก การฝึก และพีระมิดของการพัฒนาคนที่อยู่ข้างใต้ทั้งหมด
ในมุมนี้ โอลิมปิกวิชาการก็คล้ายกัน ประเทศต่าง ๆ ส่งนักเรียนที่เก่งที่สุดของตัวเองมาแข่งกัน แต่คุณค่าของมันไม่ได้อยู่แค่เหรียญหรือผู้แทนไม่กี่คน เพราะการแข่งขันเป็นเพียง หัวลาก ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกิดระบบการเรียนรู้ที่ใหญ่กว่านั้น
บทความอธิบายว่า แม้เราจะหวังให้ผู้แทนที่ได้เหรียญกลับมาเป็นแบบอย่างให้รุ่นถัดไป แต่โครงการโอลิมปิกวิชาการไม่ได้มีไว้เพื่อผู้แทน 4 คนสุดท้ายเท่านั้น จุดมุ่งหมายสำคัญคือการสร้างโอกาสให้เด็กไทยที่มีศักยภาพได้เรียนรู้มากขึ้น ผ่านกระบวนการบ่มเพาะที่ลึกกว่าการเรียนปกติ
คำถามว่า ‘ส่งผู้แทนไปแล้ว ประเทศได้อะไร’ ตอบได้มากกว่าแค่รายชื่อผู้ชนะ
บทความหยิบคำถามที่ได้ยินบ่อยว่า เมื่อส่งผู้แทนไปแข่งแล้ว คนเหล่านั้นหายไปไหน ประเทศได้อะไรกลับมา ผู้เขียนตอบจากประสบการณ์ตรงว่าคนจำนวนมากเติบโตไปเป็นนักวิชาการ นักวิจัย ผู้ประกอบการ หรือทำงานในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่ก็ยังย้ำว่านี่เป็นเพียงผลลัพธ์รอง เมื่อเทียบกับคุณค่าที่กว้างกว่านั้น
คุณค่าหลักอยู่ที่การสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยที่ทำงานพัฒนาเด็กเก่งทั่วประเทศ การพัฒนาครูให้มีศักยภาพสูงขึ้น และการเกิดแนวทางการศึกษาใหม่ ๆ ที่ขยายผลออกไปได้ไกลกว่าตัวเวทีแข่งขัน
โครงการนี้ไม่ได้พัฒนาแค่ผู้แทน แต่พัฒนาระบบ talent ของประเทศ
ในสายตาของบทความ คนที่ไม่ได้ไปแข่งก็ยังเป็นเป้าหมายของโครงการเช่นกัน เพราะสิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่การชนะ แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้เด็กที่มีศักยภาพสูงขึ้นเรื่อย ๆ ได้รับการบ่มเพาะอย่างต่อเนื่อง
สำหรับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คุณค่าที่ได้ยังรวมถึงการมีเครือข่ายกับคนที่เก่งที่สุดของประเทศตั้งแต่เขายังเป็นนักเรียนมัธยม และในบางกรณี คนที่เคยเป็นผู้แทนหรือได้เหรียญทองก็ย้อนกลับมาเป็นอาจารย์รุ่นใหม่ในภาควิชาเองด้วย