วันดีไม่ได้แปลว่าไม่มีเรื่องให้เครียด แต่คือวันที่เรายังทำหน้าที่ของตัวเองได้เต็มที่ท่ามกลางความวุ่นวาย
โพสต์นี้เริ่มจากเรื่องที่ใครหลายคนเข้าใจได้ทันที คือความเครียดเวลาทำของสำคัญหาย โดยเฉพาะเมื่อของในกระเป๋าไม่ได้มีแค่เงิน แต่ยังมีสิ่งของที่มีคุณค่าทางใจอยู่ด้วย ความกังวลแบบนี้กินพลังงานมาก และทำให้เรื่องธรรมดากลายเป็นภาระหนักโดยไม่ต้องมีเหตุการณ์ใหญ่ใด ๆ
แต่สิ่งที่ทำให้โพสต์นี้มีความหมายมากกว่าบันทึกชีวิตประจำวัน คือแม้ใจจะยังค้างอยู่กับกระเป๋าตังค์ที่หาไม่เจอ ชีวิตก็ยังต้องเดินต่อ ผู้เขียนยังต้องไปสอน ยังต้องสัมภาษณ์ผู้สมัครคณบดี และยังต้องตัดสินใจในเรื่องที่มีผลต่อองค์กร นี่จึงเป็นเรื่องของการทำหน้าที่ท่ามกลางความไม่พร้อมทางใจ มากพอ ๆ กับเรื่องของข่าวดีตอนท้ายวัน
การทำหน้าที่ต่อไปทั้งที่ใจกังวล คือความจริงของชีวิตทำงานที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง
ช่วงเช้าที่ผู้เขียนยังต้องสอน image processing ทั้งที่ใจกำลังเครียดอยู่ เป็นภาพที่ชัดมากของชีวิตคนทำงานจริง เพราะในโลกความเป็นจริง เราไม่ได้เลือกได้เสมอว่าจะจัดการปัญหาส่วนตัวให้เสร็จก่อนแล้วค่อยกลับไปทำงาน หลายครั้งเราต้องแบกความกังวลไปพร้อมกับหน้าที่
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือแม้จะรู้ว่าวิชานี้อาจถูกมองว่าสำคัญน้อยลงในสายตาคนรุ่นใหม่ ผู้เขียนก็ยังพยายามผสมเนื้อหาใหม่ ๆ เข้าไปและสอนด้วยความเชื่อว่าสาระเบื้องหลังของมันยังลึกและงดงามอยู่ นี่สะท้อนความรับผิดชอบต่อความรู้ ไม่ใช่แค่การทำงานให้ผ่านไปวัน ๆ
การตัดสินใจเรื่องคนในระดับสถาบันต่างจากการคัดเลือกทั่วไป เพราะต้องเลือกจากสิ่งที่มี และต้องรับผิดชอบผลของการเลือก
ช่วงบ่ายของโพสต์ย้ายจากเรื่องส่วนตัวไปสู่ภารกิจที่จริงจังขึ้น คือการสัมภาษณ์ผู้สมัครคณบดีคณะบริหารธุรกิจ ซึ่งผู้เขียนสะท้อนว่ามันต่างจากการสัมภาษณ์อาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ที่คุ้นเคย เพราะครั้งนี้ไม่ใช่การถามเพื่อให้มั่นใจว่าควรรับหรือไม่เท่านั้น แต่ต้องเลือกจากตัวเลือกที่มีอยู่จริง และต้องตัดสินใจให้ได้ภายในวันนั้น
มุมนี้ทำให้เห็นธรรมชาติของleadership decision ว่าหลายครั้งเราไม่ได้มีตัวเลือกสมบูรณ์แบบ หรือไม่มีโอกาสเลื่อนการตัดสินใจไปเรื่อย ๆ เราต้องใช้เวลาจำกัดให้คุ้มที่สุด เก็บข้อมูลให้มากที่สุด และรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้นอย่างเต็มที่
วันดีจึงอาจไม่ได้หมายถึงวันที่ไม่มีปัญหา แต่คือวันที่เรายังรักษาหน้าที่และได้จบมันด้วยความโล่งใจ
ตอนเย็นที่พบกระเป๋าตังค์ที่บ้าน ทำให้วันทั้งวันถูกตีความใหม่ทันที จากวันที่เต็มไปด้วยความเครียดกลายเป็นวันดีในที่สุด ประเด็นนี้ดูเล็ก แต่จริง ๆ สำคัญมาก เพราะมันบอกว่าอารมณ์ของมนุษย์ไม่ได้เดินตามตรรกะตรงเสมอไป ของที่มีมูลค่าไม่มากอาจมีน้ำหนักทางใจมหาศาลได้
ดังนั้น ข้อความสั้น ๆ ว่าวันนี้วันดีจึงมีความหมายลึกกว่าการเล่าจบแบบมี happy ending มันคือการยอมรับว่า ระหว่างวันเราอาจเหนื่อย เครียด และต้องแบกหลายเรื่องพร้อมกัน แต่ถ้าเรายังทำหน้าที่ของตัวเองได้ และจบวันด้วยความรู้สึกว่าไม่ได้พังไปกับปัญหาเล็กใหญ่ วันนั้นก็อาจนับเป็นวันดีได้จริง