Vision Presentation Transcript

Transcript การนำเสนอวิสัยทัศน์: Life Systems University

บันทึกการนำเสนอวิสัยทัศน์ฉบับเรียบเรียงให้อ่านต่อเนื่องขึ้น โดยรักษาใจความและลำดับการนำเสนอเดิม
หมวด: Vision Presentation
วันที่โพสต์: 29 April 2026
ที่มา: YouTube presentation transcript
vision-presentation transcript life-systems-university governance university-strategy
Presentation Transcript
Transcript เรียบเรียง: เฟสใหม่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วิดีโอเริ่มจากช่วงการนำเสนอของ รศ.ดร.พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า

Transcript ฉบับนี้จัดจากช่วงการนำเสนอวิสัยทัศน์ของ รศ.ดร.พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า เพื่อให้อ่านต่อเนื่องพร้อมรับชมวิดีโอช่วงเดียวกันได้ในหน้าเดียว

เนื้อหาด้านล่างคงลำดับการนำเสนอเดิม และจัดรูปแบบเป็นหัวข้อ ย่อหน้า และรายการเลขเพื่อให้อ่านง่ายขึ้น

บทนำ: เฟสใหม่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เรียนท่านคณะกรรมการสรรหา

วันนี้ผม พันธุ์ปิติ จะมานำเสนอเรื่องเฟสใหม่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ควรเปลี่ยนไปในระยะอันใกล้นี้

สิ่งแรกที่ผมอยากเสนอคือ บทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในอนาคต นอกเหนือจากภาพที่คนทั่วไปเข้าใจว่าเราเป็นมหาวิทยาลัยด้านการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำอะไรได้อีกหลายอย่าง และสิ่งที่ผมนำเสนอคือแนวคิดเรื่อง Life Systems University

Life Systems University คือมหาวิทยาลัยที่มีบทบาทในการสร้างระบบของชีวิตของประเทศ โดยมีแกนสำคัญ 3 เรื่อง

1. ธรรมาภิบาล
2. ศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการทำให้คนเก่งอยู่รอดในมหาวิทยาลัย และจบออกไปพัฒนาประเทศ
3. ความยั่งยืนทั้งด้านการเงินและความรู้ เพื่อให้ประเทศมีความยั่งยืนต่อไป

ทั้งหมดนี้ต้องถูกออกแบบเป็นระบบที่ทำให้สามเรื่องนี้อยู่ได้จริง

มหาวิทยาลัยไม่ได้ขาดของ แต่ขาดระบบ

ประเด็นแรกคือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่ได้ขาดอะไรเลย และโดยทั่วไปมหาวิทยาลัยไทยก็ไม่ได้ขาดอะไร เรามีของครบ เรามีเป้าหมาย SDGs มีเป้าหมาย ranking มีความพร้อมเชิงดิจิทัล มีหลายสิ่งอยู่แล้ว

สิ่งที่ขาดคือการทำให้ทุกอย่างทำงานเป็นระบบ และเชื่อมโยงต่อกันให้เกิดผลผลิตที่ดีขึ้น

เราจะทำแบบเดิมต่อไปก็ได้ แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว แรงผลักดันเปลี่ยนไป มีภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไป ปัญหาพลังงาน ปัญหาเศรษฐกิจ AI ที่เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน ประชากรที่ลดลงและเปราะบางมากขึ้น นักเรียนน้อยลง และความยากจนที่ยังเป็นปัญหา

เราจึงต้องปรับตัวและเปลี่ยนให้ทัน ทำแบบเดิมก็ได้แบบเดิม เราต้องมีวิธีการใหม่ที่จะทำให้อยู่ได้ ต้องเร่งตอบสนองต่อสิ่งเหล่านี้ และต้องสร้างความเชื่อถือให้ประเทศ

คำถามสำคัญคือ มหาวิทยาลัยตอนนี้ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ เราต้องตอบให้ได้ว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังจำเป็นต่อสังคมไทยอย่างไร และจะรักษาบทบาทนั้นไว้เพื่อให้ประเทศเจริญต่อไปได้อย่างไร

Life Systems University

คำสำคัญคือ Life Systems University นี่คือบทบาทที่เราต้องบอกสังคมให้ชัดว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่ได้มีเพียงเกษตร แม้แน่นอนว่าเราเข้มแข็งด้านเกษตร แต่เรายังทำอาหาร พลังงาน สังคม วิศวกรรม และปัจจุบันมีการแพทย์ด้วย

สิ่งเหล่านี้ต้องถูกร้อยเรียงเข้าหากัน จนเกิดผลลัพธ์สำคัญ คือทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีและมีความสุข

เราไม่ได้จะทำแบบเดิม และผมไม่ได้มารื้อทิ้งสิ่งที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นอยู่ ผมยืนยันตัวตนเดิมของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่ต้องทำให้อยู่ในระบบใหม่ และต้องทำให้ประชาชนเข้าใจว่าทำไมประเทศนี้ยังต้องมีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

บทบาทที่ 1: ธรรมาภิบาล

เราต้องมีบทบาทที่ชัดเจนในการทำให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อยู่รอดได้ คำสำคัญแรกคือ ธรรมาภิบาล

ธรรมาภิบาลเป็นคำที่คนเข้าใจยาก ผมขอตีความเป็นสามเรื่อง

1. ต้องเข้าใจบทบาทของมหาวิทยาลัย
2. ต้องเข้าใจกระบวนการ
3. ต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้

คำเหล่านี้ฟังลื่นหู แต่คำถามจริงคือทำอย่างไร

กระบวนการของเราตรวจสอบได้หรือไม่ โปร่งใสหรือไม่ ใช้ IT หรือไม่ ทุกวันนี้เรามีเครื่องมือหลายอย่างอยู่แล้ว แต่คำถามคือมันเป็นระบบหรือเปล่า

สิ่งสำคัญคือ เราต้องมีข้อมูลชุดเดียวกันในการดำเนินการและการตัดสินใจ ระบบ IT มีบทบาทสนับสนุน แต่สุดท้ายการตัดสินใจยังต้องเป็นการตัดสินใจด้วยปัญญาของมนุษย์บนข้อมูลที่ถูกต้องและจริงจัง

เรื่องอื่น เช่น การทำรายงานหรือการนำเสนอ AI ทำได้มากแล้วในยุคนี้ สิ่งสำคัญกว่าคือข้อมูลและระบบที่ทำให้การตัดสินใจมีคุณภาพ

บทบาทที่ 2: Life Systems University ที่ตอบโจทย์โลก

บทบาทที่สองคือ Life Systems University

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มี Life System Flow อยู่แล้ว ได้แก่ เกษตร อาหาร สุขภาพ และความยั่งยืน อีกด้านหนึ่งคือโจทย์ที่โลกต้องการ เช่น climate adaptation, food security และ One Health

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต้องไม่สอนเฉพาะสิ่งที่อยากสอน แต่ต้องทำสิ่งที่ตอบสนองโจทย์ของโลก

สิ่งที่ต้องมีคือ platform และเทคโนโลยีที่เชื่อม Life System Flow เข้ากับ impact ของโลก นี่คือความหมายหลักของ Life Systems University ที่ผมพูดถึง

บทบาทที่ 3: ทำในสิ่งที่ประเทศขาดและตลาดยังไม่พร้อม

บทบาทที่สามคือคำตอบว่าทำไมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังต้องมีอยู่ และจะทำอะไรให้สังคม

คำตอบของผมคือ มหาวิทยาลัยต้องทำในสิ่งที่ประเทศขาด ตลาดยังไม่พร้อม ตลาดทำไม่ได้ หรือสิ่งที่เป็นความเสี่ยงของประเทศจนทำให้การลงทุนยาก

เมื่อใดที่ตลาดทำไม่ได้ มหาวิทยาลัยต้องช่วยทำให้ตลาดทำได้ เมื่อเทคโนโลยียังไม่พร้อม มหาวิทยาลัยต้องช่วยทำให้พร้อม

อีกหน้าที่สำคัญของมหาวิทยาลัยคือการสะสมความรู้ระยะยาว มีองค์กรใดในประเทศที่ทำเรื่องนี้ได้อย่างต่อเนื่อง หากต้องการความรู้เรื่องการเกษตรหรือเรื่องอื่น ๆ ที่จะขยายต่อไป มหาวิทยาลัยยังมีบทบาทสำคัญ

นอกจากนี้ networking กับภาครัฐ เอกชน และภาคส่วนอื่น ๆ ยังจำเป็น และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต้องดูแลบทบาทนี้

ทั้งหมดนี้กลับไปสู่ประเด็นแรกว่า สังคมต้องเข้าใจว่ามหาวิทยาลัยนี้ยังต้องมีอยู่ เพราะหากเรายังทำเหมือนเดิม อีกไม่นานเราจะขาดความเชื่อมั่นในความเข้มแข็งของตัวเอง เมื่อความเข้มแข็งหายไป ความต้องการมหาวิทยาลัยก็จะหายไป และเราจะค่อย ๆ ตายไปอย่างเงียบ ๆ

เป้าหมายที่ 1: บัณฑิตต้องทำงานได้จริง

เป้าหมายแรกคือ บัณฑิตต้องทำงานได้จริง ประโยคนี้ฟังเหมือนธรรมดา และรายงานหลายฉบับก็พูดแบบนี้ แต่สาระสำคัญคือ เราต้องทำในสิ่งที่เราเชี่ยวชาญและตอบสนองสังคม

บัณฑิตที่เรียนจบไปไม่ควรถูกสอนเฉพาะสิ่งที่เราอยากสอน แต่ต้องได้เรียนสิ่งที่ประเทศต้องการ

ในเรื่องเกษตร เราทำเพียงวิทยาศาสตร์การเกษตรอย่างเดียวหรือไม่ หรือเราต้องทำเศรษฐศาสตร์ ต้องทำโดรน ต้องทำชีวภาพด้วย นี่คือความต้องการของประเทศ และสาขาอื่นก็มีโจทย์แบบเดียวกัน

ผู้ที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้คือภาควิชา เพราะภาควิชารู้จริงที่สุด มหาวิทยาลัยมีหน้าที่สนับสนุนและแทรกกลไกให้หลักสูตรตอบสนองต่อสังคม มีเครื่องมือพร้อม มีทุนและการสนับสนุนที่เหมาะสม

คำถามคือเราจะทำได้จริงหรือไม่

เป้าหมายที่ 2: คนในมหาวิทยาลัยต้องอยู่เป็นสุข

หากภาควิชาจะทำได้จริง ภาควิชาซึ่งเป็นหน่วยย่อยสำคัญที่สุดของมหาวิทยาลัยต้องอยู่ได้ และคนในมหาวิทยาลัยต้องยั่งยืน

คนทำงานต้องมี incentive ที่เหมาะสม ระบบการทำงานไม่ควรตั้งอยู่บนการเสียสละเป็นหลัก หากทำประโยชน์ให้มหาวิทยาลัย ก็ควรได้รับการตอบสนองที่เหมาะสม

ระบบที่ยั่งยืนไม่ควรหวังว่าต้องมีคนดีเป็นพิเศษที่ยอมเสียสละเสมอไป แต่ต้องมีระบบ incentive และกลไกที่ทำให้คนทำงานได้อย่างมีพลัง

เป้าหมายที่ 3: ระบบต้องเดินได้โดยไม่พึ่งคนเก่งเป็นพิเศษ

เป้าหมายที่สามยังเป็นเรื่องคน คือกลุ่มผู้บริหารและคนที่จะทำให้งานเดินได้

ระบบที่ดีต้องไม่พึ่งคนเก่งเป็นพิเศษ ระบบต้องเดินได้ด้วยตัวเอง ใครเข้ามาก็ต้องเดินระบบเป็น

ระบบการชี้วัด การตรวจสอบ และธรรมาภิบาลต้องชัดเจน วัดผลได้ ประเมินได้ ข้อมูลต้องมีพื้นฐานที่ได้รับการตรวจสอบมาอย่างดี และคำตอบที่ออกไปต้องมาจากข้อมูลเดียวกันตั้งแต่ภาควิชาจนถึงสภามหาวิทยาลัย

ไม่ใช่การทำเอกสารเป็นขั้น ๆ แปลงเอกสารไปเรื่อย ๆ แต่ต้องเป็นข้อมูลที่ต่อเนื่องและใช้งานได้ตลอด

การใช้ดุลพินิจต้องลดลง ผมไม่ได้ขัดกับดุลพินิจ แต่การใช้ดุลพินิจต้องลดลง เราต้องทำสิ่งที่ตรวจสอบได้ วัดผลได้ โปร่งใส และใช้ข้อมูลชิ้นเดียวกัน

ดังนั้น 3 เป้าหมายนี้เป็นเรื่องของคนทั้งหมด

กลไกที่ 1: Foundation Core และ Dynamic Frontier

ถัดมาคือกลไก เพราะกลไกคือสิ่งที่จะทำให้ผลิตผลเกิดขึ้นได้

กลไกแรกคือการแยกสอง track ได้แก่ Foundation Core และ Dynamic Frontier

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มี core ที่เข้มแข็ง เช่น เกษตร วิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ สิ่งเหล่านี้เป็น core ของมหาวิทยาลัย ไม่จำเป็นต้องแก้หลักสูตรทุกอย่าง เพราะบางเรื่อง 30 ปีก็ไม่เปลี่ยน

สิ่งที่เปลี่ยนคือ Dynamic Frontier เช่น เทคโนโลยี AI Sustainability และ Economy ซึ่งเป็นคำและโจทย์ที่สังคมต้องการในวันนี้

คำถามคือเราจะเอาสิ่งใหม่ ๆ เข้าไปเชื่อมกับ Fundamental Core ได้มากน้อยแค่ไหน เราต้องมีโครงสร้าง ต้องทำ cross ให้ได้ และต้องตอบโจทย์โลก ไม่ใช่สอนเฉพาะสิ่งที่อยากสอน

เราต้องมีกลไกที่ทำให้ทั้ง Frontier และ Core แข็งแกร่งไปพร้อมกัน คนที่เป็น Frontier วันนี้อาจกลายเป็น Core ของตัวเองในอนาคต แต่ต้องสามารถ patch เข้ากับความรู้ของคนอื่นได้

ความเข้มแข็งมาจากการ cross ภายในของเราเอง เราทำ MOU กับชาวโลกได้ แต่ภายในมหาวิทยาลัยเรายังทำกันเองได้ไม่พอ

กลไกที่ 2: ธรรมาภิบาลบนข้อมูลเดียวกัน

กลไกที่สองคือข้อมูลเป็นชิ้นเดียวกัน ตัดสินใจจากข้อมูลเดียวกัน มีความโปร่งใส และเห็นภาพโดยรวม

คำสำคัญคือการตัดสินใจต้องเห็นข้อมูลเดียวกัน ธรรมาภิบาลต้องตั้งอยู่บนข้อมูล และระบบ IT ต้องสนับสนุนเรื่องนี้

กลไกที่ 3: วินัยทางการคลัง

กลไกที่สามคือการเงิน เราต้องมีวินัยทางการคลังที่ดี

วินัยทางการคลังเริ่มจากการ monitor เราจะไม่สูญเสียเสรีภาพทางวิชาการ เราไม่ต้องการเงินเยอะ แต่ต้องการมีเงินพอ และต้องตรวจสอบล่วงหน้าได้ว่าเราจะมีปัญหาทางการเงินหรือไม่

สิ่งสำคัญคือต้องรู้ต้นทุนจริง โครงการต่าง ๆ รวมถึงต้นทุนแฝงต้องตีความให้ได้ว่าใช้เงินเท่าไร

รายได้ไม่จำเป็นต้องเยอะ แต่แต่ละสิ่งที่ทำควรเป็น business unit ที่มีความหมาย เราไม่ควรคิดหาเงินจากโครงการแบบครั้งเดียวจบ แต่ต้องการ sustainability และความต่อเนื่อง

กระบวนการหารายได้ต้องชัดเจนและเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องการ

คำหนึ่งที่ผมใช้คือ Trusted System Partner เราต้องเป็น trusted system partner ที่ทำให้ผู้คนทำงานกับเราได้และเชื่อใจเราได้ เพราะถ้าเขาไม่เชื่อใจเรา เราก็อยู่ไม่ได้

มหาวิทยาลัยมีพร้อม แต่ขาดระบบ

สิ่งสำคัญคือมหาวิทยาลัยมีพร้อม สิ่งที่ขาดคือระบบ

สิ่งที่ผมพยายามเสนอคือ เราต้องมองโครงสร้างของมหาวิทยาลัย มองโครงสร้างหลักสูตรระดับประเทศ เชื่อมโยงมองความเป็นนานาชาติ พัฒนาคนในระดับ talent เชื่อมโยงโลก และทำสิ่งใหม่ ๆ อื่น ๆ ทางด้านระบบสารสนเทศระดับประเทศ

หลายสิ่งที่ผมเคยทำ เช่น หลักสูตรใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือการวางรากฐาน AI ที่เริ่มจากภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ในช่วงที่ผมเป็นหัวหน้าภาค ล้วนเป็นตัวอย่างของสิ่งที่ต้องทำเป็นระบบ

ตอนจบ เราไม่ควรต้องพึ่งพาคนเก่งเป็นพิเศษ แต่ต้องการทิศทางที่ชัดและระบบที่ชัด นี่คือเรื่องสำคัญที่สุด

แผน 4 ปี

แผน 4 ปีเริ่มจากปีแรก คือมองให้เห็นว่าข้อมูลคืออะไร เห็นศักยภาพจริงของตัวเอง และเห็นว่าปัญหาของโลกเป็นอย่างไร

ต้องปรับให้คล่องขึ้น ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น กระบวนการแก้หลักสูตรที่ใช้ 8 เดือน เราจะตั้งโจทย์ได้หรือไม่ว่าจะทำให้เสร็จใน 4 เดือน นี่คือตัวอย่างของการตั้งโจทย์ที่ชัด

ปีที่สอง เมื่อมีข้อมูลพร้อมและรู้ศักยภาพพร้อม ก็เริ่มขับเคลื่อนและพร้อมแข่งขัน

ปีที่สาม เมื่อพร้อมแข่งขันแล้ว ต้องหารายได้ให้อยู่รอด

ปีที่สี่ คือการทำให้ institution พร้อมมั่นคงในอนาคต เพราะมหาวิทยาลัยมีความเสี่ยงอยู่มาก

สิ่งที่ต้องทำคือมองให้เห็นศักยภาพ แข่งขัน สร้างความเชื่อถือ และเชื่อมต่อความเชื่อถือของสังคม

การเชื่อมกับสังคมมีหลายองค์ประกอบ ทั้งนักเรียน บริษัท ผู้ประกอบการ และภาคส่วนอื่น ๆ เราจะไม่ขายของแข่งกับเอกชนหรือแข่งกับลูกศิษย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ควรเป็นผู้รับความเสี่ยงของสังคม ทำเรื่องยาก ๆ ไม่ทำ service ที่คนอื่นทำได้อยู่แล้ว

หลักการคือเราควรทำในสิ่งที่ชดเชยสิ่งที่ประเทศขาด เพราะเรื่องที่คนอื่นทำได้แล้วก็ให้คนอื่นทำ

ระบบที่ผมย้ำต้องอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีตัวผม ไม่จำเป็นต้องมีคนเก่งพิเศษอยู่ตลอดเวลา เราต้องการคนที่ชี้นำ แต่ระบบต้องทำงานต่อได้

เร่งอย่างมีระบบ

เราต้องเร่ง แต่ต้องเร่งอย่างมีระบบ

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีของครบ เราไม่ต้องการงานซ่อม งานสร้าง หรืองานซื้อเป็นคำตอบหลัก เพราะมหาวิทยาลัยไหนก็มีของครบเหมือนกัน คำถามคือเราจะทำอย่างไรให้วิชาที่สอนตรงกับผู้คน หลักสูตรทำให้เด็กจบไปทำงานได้ สังคมต้องการคนของเรา งานวิจัยของเราเป็นสิ่งที่สังคมต้องการ และมหาวิทยาลัยอยู่รอดได้ระยะยาว

ธรรมาภิบาลและ data governance จึงสำคัญมาก การตัดสินใจที่โปร่งใสจำเป็นอย่างยิ่ง

เราต้องมี capacity ที่ทำให้คนเก่งอยากมาเรียนกับเรา และรั้งคนเก่งให้เป็นอาจารย์และยังอยู่กับเราได้

Sustainability ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการเงิน แต่รวมถึงความยั่งยืนของประเทศ

สรุป

ผมไม่ได้มาสร้างอะไรใหม่ทั้งหมด สิ่งที่ผมนำเสนอคือการทำให้สิ่งที่มหาวิทยาลัยมีอยู่แล้วเข้ารูปเข้ารอย และทำให้เป็นระบบ

ผมพยายามชี้ว่าเราต้องตั้งกรอบใหม่ของมหาวิทยาลัยว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คือ Life Systems University

เราต้องคิดใหม่ เพื่อทำให้เกิดความยั่งยืนระยะยาวและมีความต่อเนื่องต่อไป สังคมยังต้องการเราอยู่

ผมขออนุญาตจบเพียงเท่านี้

อ่านต่อ ช่วงถามตอบหลังการนำเสนอวิสัยทัศน์: Life Systems University อ่าน Q&A ต่อจากเวทีเดียวกัน เรื่องความมั่นคงบุคลากร รายได้จากงานวิจัย การพัฒนาวิทยาเขต ธรรมาภิบาล และ trusted system partner เปิด Q&A
Original
ลิงก์อ้างอิง:
YT
หมายเหตุเกี่ยวกับต้นฉบับ
ที่มา: วิดีโอการนำเสนอวิสัยทัศน์บน YouTube ช่วงเวลาในวิดีโอ: 2:09:55-2:26:55 หมายเหตุ: transcript นี้เป็นเวอร์ชันเรียบเรียงเพื่อให้อ่านต่อเนื่องขึ้น ตัดภาษาพูดและคำซ้ำบางส่วนออก จัดย่อหน้าใหม่ และแก้คำที่ถอดผิดอย่างชัดเจน โดยยังรักษาใจความและลำดับการนำเสนอเดิม
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง