ถามตอบหลังการนำเสนอวิสัยทัศน์
ท่านจะสร้างความมั่นคงให้กับพนักงานมหาวิทยาลัยอย่างไร ภายใต้ปัญหาจำนวนนิสิตลดลงในภาพรวม เรื่องเงินค่าจ้างไม่พอจ้าง เป็นต้น อีกประเด็นหนึ่งคือ หน่วยงานที่ไม่สร้างรายได้หรืองบประมาณติดลบ และมีการทำงานซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น ท่านจะยุบหน่วยงานนั้นหรือไม่ หรือจะปรับเปลี่ยนอย่างไรครับ
ผมขอตอบย้อนกลับนิดหนึ่งนะครับ เรื่องยุบไม่ใช่เรื่องของอธิการบดีโดยตรง แต่เป็นเรื่องของสภามหาวิทยาลัย ถ้าผมเป็นอธิการบดี ผมก็ต้องบอกว่าสภาว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น
แต่เรื่องความซ้ำซ้อน อธิการบดีอาจช่วยชี้ได้ว่าอะไรซ้ำซ้อน อะไรยังมีความจำเป็น สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้บทบาท มหาวิทยาลัยต้องรู้บทบาท ตัวอธิการบดีต้องรู้บทบาท และสภาก็ต้องรู้บทบาท
การจะดูว่างานหรือหน่วยงานจะอยู่รอดได้หรือไม่ สิ่งที่ผมชี้คือเราต้องรู้ต้นทุนจริง ทุกวันนี้เรามีต้นทุนแฝงเยอะมาก จนบางครั้งประเมินไม่ได้ว่าโครงการต่าง ๆ คุ้มหรือไม่ เช่น เอาอาจารย์ รศ.ดร. ไปหนึ่งคน ค่าแรงจริงเท่าไร ค่าเทอมจริงเท่าไร เราไม่เคยคิดแบบนี้
ทุกอย่างต้องคิดให้หมด ค่าห้อง ค่ารถ ค่าเครื่องบิน สิ่งเหล่านี้ต้องติดตามให้ได้ เมื่อรู้ต้นทุนจริง เราจึงจะประเมินได้ว่าควรจัดการอย่างไร
ส่วนเรื่องการตอบแทนบุคลากร ต้องมีความชัดเจน โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และมีเกณฑ์ที่ชัดเจน เราจึงจะทำได้ วันนี้ผมไม่ได้คิดจะมายุบหรือเปลี่ยนแปลงอะไรเป็นหลักในบทบาทของอธิการบดีที่ผมนำเสนอครับ
ในอีก 4 ปีข้างหน้า ท่านมีแนวทางอย่างไรในการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การจัดหารายได้ และมีตัวชี้วัดความสำเร็จหรือ KPI ที่ชัดเจนหรือไม่ครับ
อย่างแรกต้องพูดรวมกันหลายเรื่อง ทั้ง ranking รายได้ และ reputation สิ่งสำคัญที่ผมมองคือ เรามีความน่าเชื่อถือแค่ไหน จริง ๆ แล้วคนมาหามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทุกวันนี้ เพราะเขารู้จักมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ถ้าเขาไม่รู้จักเรา เขาก็อาจไปดู ranking เห็นมหาวิทยาลัยอันดับ 700 กว่า แล้วไม่มา แต่เพราะเขารู้จักเรา เขาจึงยังมา ประเด็นของผมคือเราต้องสร้างความเชื่อถือ
คำที่ผมใช้คือ Trusted System Partner เราต้องทำให้ภายนอกเชื่อถือเรา เชื่อว่ามหาวิทยาลัยสามารถส่งนิสิตไปช่วยงานได้ สามารถเอาโจทย์กลับมาให้เราทำวิจัยได้ สามารถให้ทุนเราได้ และเราสามารถเอาโจทย์ของเขามาสร้างเป็นวิชาได้
ถ้าไม่เช่นนั้น เราก็จะคอยขอทุน แล้วสุดท้ายเมื่อนักวิจัยทำผลิตภัณฑ์อะไรขึ้นมาได้ ก็ต้องไปขายของ บอกให้คนอื่นเอาผลิตภัณฑ์ไปใช้หรือไปขยายผล
แต่ถ้าเขาเชื่อถือเรา เขาต้องการอะไรหรืออยากทำอะไร เขาจะบอกให้เราช่วยทำ เราออกแบบหรือแก้ปัญหาให้เขา แล้วเขาก็เอาไปใช้เองตั้งแต่แรก นี่คือกระบวนการที่ต้องเปลี่ยนมุมมอง ความเชื่อถือต้องเริ่มจากตัวเราก่อน แล้วรายได้จึงจะตามมาเมื่อมีความเชื่อถือครับ
หากท่านได้รับการสรรหาเป็นอธิการบดี ท่านมีแนวนโยบายอย่างไรในการพัฒนาทุกวิทยาเขตอย่างเป็นรูปธรรมครับ
เรื่องวิทยาเขต อย่างแรกคือเราไม่ควรทำแบบ one size fits all แน่นอน แต่สิ่งที่เหมือนกันทุกที่คือเรื่องธรรมาภิบาล ข้อมูล การใช้เงิน การใช้ทรัพยากร และแผน สิ่งเหล่านี้ส่วนกลางสามารถทำให้เห็นภาพรวมได้
ในระดับสภามหาวิทยาลัย ควรเห็นได้ว่า เช่น ที่สกลนคร ภาควิชานี้ใช้เงินอย่างไร ถ้าเราทำในลักษณะนั้นได้ เราจะประเมินได้ เมื่อประเมินได้ เราจะรู้สถานการณ์ แต่การจัดการควรให้อิสระ เพราะวิทยาเขตรู้บริบทของตัวเองอยู่แล้ว
จริง ๆ ไม่ใช่แค่วิทยาเขต ภาควิชาต่าง ๆ ก็มีลักษณะไม่เหมือนกัน ระยะเวลาในการสร้างผลลัพธ์จากงานวิจัยหนึ่งชิ้นไม่เท่ากัน วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือเกษตรศาสตร์ก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องไม่ใช้ one size fits all แนวคิดหลักคือประมาณนี้ครับ
ท่านมีแนวทางอย่างไรในการสนับสนุนงานวิจัยสายสังคมและมนุษยศาสตร์ ในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไปสู่ world class ครับ
เหมือนกันครับ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเนื้อหาจะแตกต่างกันระหว่างวิทยาศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ ประเด็นคือจะทำอย่างไรให้ได้ทุนวิจัยมา แล้วขยายผลทุนวิจัยให้นิสิตไปใช้ประโยชน์และต่อยอดขึ้นมาได้
เรื่องเหล่านี้ภาควิชามักจะรู้ดีกว่าอยู่แล้ว สิ่งสำคัญของมหาวิทยาลัยคือการประเมินว่าอะไรเหมาะสมหรือไม่ incentive ถูกและเหมาะสมหรือไม่ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นเรื่องที่ส่วนกลางช่วยดำเนินการได้ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องแยกว่าสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือเกษตรศาสตร์ครับ
ท่านมีแนวทางอย่างไรในการทำให้องค์กรคล่องตัว โปร่งใส และตรวจสอบได้ครับ
ท่านมีประเด็นสำคัญอย่างไรในการพัฒนานิสิตให้มีความพร้อมต่อโลกอนาคตและการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และจะผลักดันด้วยกลไกอะไรครับ
ภาควิชาครับ ภาควิชาจะเป็นเรื่องหลัก เพราะอยู่ใกล้กับนิสิต และรู้ว่านิสิตต้องทำอะไร ภาควิชามีความเชี่ยวชาญและคล่องตัวในการเชื่อมโยงกับ Trusted Partner ที่ผมพูดถึง สามารถเอาโจทย์ที่จำเป็นเข้ามาได้ และต้องมี connection กับต่างประเทศเพื่อหาความรู้ใหม่ ๆ รู้จักอาจารย์ใหม่ ๆ หรือสิ่งใหม่ ๆ
เรื่องหลักคือผมต้องทำให้ภาควิชาเข้มแข็ง ดำเนินการด้วยตัวเองได้ และสามารถขับเคลื่อนต่อสู้กับโลกภายนอกได้ คำถามคือแล้วมหาวิทยาลัยทำอะไร มหาวิทยาลัยต้องชี้ให้เห็นว่าคุณอยู่ในสถานะไหนแล้ว และต้องขับเคลื่อนไปสู่ระดับถัดไปอย่างไรครับ
ในแง่ของความเสี่ยง ท่านคิดว่าควรบริหารความเสี่ยงของมหาวิทยาลัยอย่างไร และมีอะไรบ้างครับ
อย่างแรกคือเราต้องรู้ต้นทุนจริง เพราะเมื่อรู้ต้นทุนจริง เราจะรู้ว่าความคุ้มค่าอยู่ตรงไหน และจุดไหนที่เราใช้เงินมากเกินไป
การประเมินต้นทุนจริงได้ ต้องรู้ทรัพย์สินจริงด้วย ซึ่งอาจต้องมีการสำรวจหลายอย่าง ถัดมาคือจะใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินอย่างไร ถ้าเอาไปขายอาจยาก เพราะไม่รู้ว่าจะได้เงินเข้ามาหรือไม่ แต่ถ้าใช้เพื่อลดต้นทุนก่อน น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า และสุดท้ายกลับมาเรื่องเดิมคือเราต้องตรวจสอบได้ นั่นคือธรรมาภิบาลครับ
ท่านมีแนวทางในการพัฒนา Wellness ของบุคลากรอย่างไรครับ
เรื่องนี้เป็นเรื่องสวัสดิการครับ ถ้าคำถามเกี่ยวกับสวัสดิการ ก็กลับมาเรื่องเดิมคือเรื่องต้นทุน เราต้องรู้ว่าต้นทุนเป็นอย่างไร จะใช้สัดส่วนไหน ก็คงต้องคุยกันกับสภาพนักงานหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เราไม่สามารถทุ่มทรัพยากรทุกอย่างเข้าไปเพื่อให้เงินจำนวนมากได้ แต่การทำให้ทุกคนมีความสุขในระดับพออัตภาพ น่าจะทำได้ครับ
นโยบาย Life Systems University ตามที่ท่านเสนอมา ต้องการบริหารการเปลี่ยนผ่านไปสู่ learning ecosystem อย่างไรครับ
Life Systems University เป็นนิยามที่ต้องการบอกสังคมว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีความจำเป็นอย่างไรสำหรับเขา เราช่วยให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้น เรามีความพร้อมที่ไม่มีใครเหมือนในประเทศ ทั้งเกษตร อาหาร wellness และ health วันนี้เรายังมีเรื่องวิทยาศาสตร์สุขภาพตามมาด้วย
ดังนั้นความพร้อมของเรา ผมอยากใช้คำว่าเรายังเหนือกว่าหลายมหาวิทยาลัย แม้ว่าในบางส่วนเราจะยังเพิ่งเริ่มต้นครับ