Future of Thai Universities

มหาวิทยาลัยไทยจะอยู่รอดอย่างไร ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม

เด็กเกิดน้อย AI มาแล้ว รายได้ไม่แน่นอน งานบางอย่างถูกระบบแทน ขณะที่คนบางกลุ่มกลับหาคนแทนไม่ได้ — สิ่งน่ากังวลไม่ใช่การไม่รู้ แต่คือการรู้แล้วทำเหมือนยังมีเวลาเหลือมากพอ
หมวด: อนาคตมหาวิทยาลัย
วันที่โพสต์: 21 May 2026
ที่มา: Facebook post archive
thai-universities demographic-change digital-transformation workforce reskill-upskill institutional-strategy
Rewritten Post
เราอาจเห็นอนาคตอยู่แล้ว แต่ยังทำเหมือนมีเวลาเหลือมากพอ
อินโฟกราฟิกมหาวิทยาลัยไทยจะอยู่รอดอย่างไรในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม สรุปแรงเปลี่ยนแปลงเจ็ดด้าน
ความท้าทายไม่ได้มาเป็นเรื่องเดียว แต่เชื่อมกันตั้งแต่รายได้ กำลังคน ระบบงาน ไปจนถึงความหมายของสถาบัน

เด็กเกิดน้อยลง AI จะอยู่ต่อ Digital Transformation และ Data Governance จำเป็นขึ้นทุกวัน การหาคนมาเป็นอาจารย์ยากขึ้น และรายได้มหาวิทยาลัยซับซ้อนกว่าเดิม ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องใหม่

ปัญหาคือ เราอาจรู้ทุกเรื่องอยู่แล้ว แต่ยังทำเหมือนมีเวลาเหลือมากพอ ทั้งที่แรงเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังประกอบกันเป็นสมการใหม่ของมหาวิทยาลัยไทย

1. สมการต้นทุนกับรายได้จะไม่เหมือนเดิม

ต้นทุนจะสูงขึ้น ขณะที่รายได้มีแนวโน้มลดลง เมื่อการถ่ายทอดเนื้อหาแบบเดิมจำเป็นน้อยลง สิ่งที่มหาวิทยาลัยยังต้องทำคือสร้างทักษะ ประสบการณ์ การทำงานร่วมกัน และเครือข่าย ซึ่งใช้การออกแบบและการดูแลเข้มข้นกว่าการบรรยายขนาดใหญ่

จำนวนอาจารย์และบุคลากรสนับสนุนจึงอาจลดลง ไม่ใช่เพราะใครอยากให้เกิด แต่เพราะต้องคิดก่อนที่ข้อจำกัดทางการเงินจะทำให้ไม่มีทางเลือก

2. เด็กเกิดน้อยลงไม่ได้กระทบทุกแห่งเท่ากัน

มหาวิทยาลัยใหญ่หรือมีความต้องการสูงอาจรับแรงกระแทกได้ดีกว่า มหาวิทยาลัยเล็กอาจต้องหารูปแบบที่ไม่ใช่การสอนแบบเดิม และคณะแต่ละแห่งจะได้รับผลไม่เท่ากัน

บางพื้นที่อาจยังดูปกติอยู่ระยะหนึ่ง จนตัวเลขผู้เรียน รายได้ และต้นทุนเริ่มบอกความจริงในระดับที่ไม่สามารถอธิบายหลบได้อีก

3. งานที่ระบบแทนได้จะถูกตั้งคำถามก่อน

Early retirement อาจถูกใช้เพื่อลดต้นทุน และตำแหน่งที่เสี่ยงก่อนคืองานซึ่ง Digital Transformation สามารถแทนได้ เช่น เอกสารหนึ่งใบที่ต้องผ่านโต๊ะตรวจห้าถึงเจ็ดโต๊ะ

ประเด็นไม่ใช่ว่าคนทำงานไม่มีคุณค่า แต่ workflow แบบเดิมแพง ช้า และอธิบายต่อคนรุ่นใหม่ยากขึ้น การเปลี่ยนจึงต้องออกแบบทั้งระบบงานและเส้นทางเปลี่ยนผ่านของคน ไม่ใช่เพียงซื้อซอฟต์แวร์

4. ในเวลาเดียวกัน บางคนอาจต้องอยู่ต่อเพราะหาคนแทนไม่ได้

ภาพที่ย้อนแย้งคือ บางตำแหน่งถูกลด แต่บางตำแหน่งอาจต้องต่ออายุการทำงานเพราะกำลังคนรุ่นใหม่ขาดช่วงและหาผู้แทนไม่ได้

หากไม่มีระบบถ่ายทอดงาน ความรู้ และบทบาทอย่างชัดเจน ความเสี่ยงจะไม่ได้อยู่เพียงที่จำนวนคน แต่อยู่ที่ความรู้สำคัญซึ่งหายไปพร้อมบุคคล

5. Reskill/Upskill สำคัญ แต่ไม่ใช่คำตอบวิเศษ

หลักสูตรทั่วไปต้องแข่งขันกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศและแพลตฟอร์มระดับโลกทั้งด้านคุณภาพและราคา ส่วนเนื้อหาเฉพาะทางมีผู้เรียนจำกัด ทำให้ต้นทุนต่อรุ่นและความเสี่ยงในการเปิดคลาสสูง

ก่อนเปิดจึงต้องรู้ว่าใครต้องการอะไร ใครยอมจ่าย จ่ายเพื่อคุณค่าใด และหลังเรียนจะนำความสามารถไปใช้ตรงไหน การประกาศว่าจะทำ reskill/upskill โดยไม่มีคำตอบเหล่านี้ยังไม่ใช่โมเดลที่ยั่งยืน

6. หน่วยงานต้องหาตำแหน่งใหม่ของตัวเอง

เราอาจเห็นทั้งการรวมและแยกหน่วยงาน มหาวิทยาลัยซึ่งมีพื้นที่ดีแต่ขาดสาขาที่ตลาดต้องการอาจรวมกับสถาบันที่มีสาขาพร้อมแต่ขาดพื้นที่ ขณะที่คณะต้นทุนสูงซึ่งพึ่งการถัวเฉลี่ยจากคณะต้นทุนต่ำอาจต้องปรับโครงสร้างอีกแบบ

นี่เป็นเรื่องพูดยาก เพราะกระทบอัตลักษณ์ อำนาจ และความมั่นคง แต่การไม่ปรับอาจทำให้ทั้งระบบลำบากกว่าเดิม

7. มหาวิทยาลัยต้องตอบใหม่ว่าตนมีความหมายอะไร

มหาวิทยาลัยอาจกลับมาเป็นพื้นที่ที่คนเก่งและคนมีความสนใจใกล้กันได้พบกัน นักศึกษาได้เจอเพื่อน อาจารย์ เครือข่ายโลก ผู้ผลิต ผู้ใช้จริง และผู้ลงทุน ซึ่งนำโจทย์วิจัยขั้นสูงมาให้ร่วมกันคิด

หากมหาวิทยาลัยยังมีความหมายในอนาคต ความหมายนั้นไม่ใช่เพราะเป็นที่เก็บความรู้ แต่เพราะเป็นที่ที่คนเก่งมาเจอกัน และทำให้สิ่งที่คนคนเดียวทำไม่ได้เกิดขึ้นจริง

มองให้ทัน เพื่อยังมีสิทธิออกแบบ

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีและไม่ควรใช้ขู่ใคร แต่เป็นเรื่องที่ต้องมองให้ทัน เพราะถ้าเห็นก่อน เรายังออกแบบการเปลี่ยนผ่าน จัดลำดับ และรักษาสิ่งสำคัญไว้ได้

หากรอจนตัวเลขบังคับ ทุกอย่างจะกลายเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และทางเลือกที่เหลือจะน้อยกว่าที่คิดมาก

บทความที่เกี่ยวข้อง มหาวิทยาลัยยังจำเป็นไหม ในวันที่ AI ทำข้อสอบแทนคนได้ เมื่อ content และการสอบไม่ใช่ฐานคุณค่าเดิม มหาวิทยาลัยยังสร้างสิ่งใดที่สังคมหาเองไม่ได้ อ่านบทความ
Original
ลิงก์อ้างอิง:
f
ประเด็น
แรงเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเจ็ดด้าน และความจำเป็นที่มหาวิทยาลัยไทยต้องออกแบบอนาคตก่อนถูกตัวเลขบังคับ
Original Facebook Post
พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า 21 พฤษภาคม · แชร์กับ สาธารณะ หลังจากที่กระบวนการสรรหาอธิการบดีจบลงแล้ว ผมก็ขอกลับมาทำงานในโหมดกรรมการสภามหาวิทยาลัยต่อไป ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้คิด วิเคราะห์ และมองมหาวิทยาลัยไทยอยู่พอสมควร มีคนถามผมว่า มีอะไรที่ไม่ได้พูดในช่วงเสนอวิสัยทัศน์บ้างไหม เขาว่าผมน่าจะมีกั๊กไว้ ไม่ได้พูดทั้งหมด ผมก็ตอบไปว่า สิ่งที่ผมเห็น ก็เป็นสิ่งเดียวกับที่หลายคนเห็นนั่นแหละ * เด็กเกิดน้อยลง * AI มาแล้ว และคงอยู่ต่อไป * Digital Transformation และ Data/Digital Governance เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง * การหาคนมาเป็นอาจารย์จะยากขึ้นเรื่อย ๆ * รายได้ของมหาวิทยาลัยจะกลายเป็นเรื่องที่มึนงงอย่างมาก เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ "เราอาจรู้ทุกเรื่องอยู่แล้ว แต่ยังทำเหมือนมีเวลาเหลือมากพอ" --- 1. สมการต้นทุนกับรายได้จะไม่เหมือนเดิม ต้นทุนของมหาวิทยาลัยจะสูงขึ้น ในขณะที่รายได้ลดลงอย่างชัดเจน เมื่อการถ่ายทอดความรู้แบบเดิมจำเป็นน้อยลง สิ่งที่เหลืออยู่จะเป็นงานสร้างทักษะ การทำงานร่วมกัน และ networking แปลว่ากิจกรรมการเรียนการสอนแบบเดิมจะลดลงอย่างหนัก สิ่งที่เหลืออาจไม่ใช่ห้องเรียนแบบเดิม แต่เป็นการควบคุมกิจกรรมกลุ่ม เพื่อสร้างทักษะ ประสบการณ์ และเครือข่าย เมื่อเป็นเช่นนั้น จำนวนอาจารย์ย่อมลดลง จำนวนเจ้าหน้าที่สายสนับสนุนก็ย่อมลดลงเช่นกัน นี่ไม่ใช่เรื่องที่ใครอยากให้เกิด แต่เป็นเรื่องที่ต้องคิดก่อนที่มันจะเกิดแบบไม่มีทางเลือก --- 2. เด็กเกิดน้อยลง ไม่ได้กระทบเท่ากันทุกที่ มหาวิทยาลัยจะเจอปัญหาไม่มีคนเรียนจากเด็กเกิดน้อยลง มหาวิทยาลัยใหญ่กว่าอาจรอดได้ง่ายกว่า มหาวิทยาลัยเล็กอาจต้องอยู่รอดในรูปแบบอื่น ที่ไม่ใช่การสอนแบบเดิม ห้องเรียนขนาดใหญ่จะไม่จำเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป เรื่องนี้จะไม่กระทบทุกมหาวิทยาลัยเท่ากัน และจะไม่กระทบทุกคณะเท่ากัน บางแห่งจะยังดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งตัวเลขเริ่มบอกความจริงแบบเถียงไม่ได้ --- 3. งานบางประเภทจะถูกระบบแทน การทำ early retirement หรือเกษียณก่อนอายุ อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมากขึ้น เรื่องนี้จะทำเพื่อลดต้นทุน เพราะถึงอย่างไรก็ต้องจ่ายค่าชดเชยอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องจ่ายเงินเดือนต่อไปเรื่อย ๆ ตำแหน่งที่จะถูกแทนก่อน คือ ตำแหน่งที่ถูกแทนได้ด้วย Digital Transformation ตัวอย่างง่าย ๆ คือ งานเอกสารแบบเดิม เช่น ใบเสร็จแผ่นเดียว แต่ต้องผ่านโต๊ะตรวจ 5–7 โต๊ะ งานแบบนี้จะอยู่ยากมาก ไม่ใช่เพราะคนทำงานไม่สำคัญ แต่เพราะระบบแบบนี้แพงเกินไป ช้าเกินไป และอธิบายต่อคนรุ่นใหม่ได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ --- 4. คนบางกลุ่มอาจต้องอยู่ต่อ เพราะหาคนแทนไม่ได้ ในอีกด้านหนึ่ง การต่ออายุราชการก็อาจเกิดขึ้นกับบางกลุ่ม คนที่ไม่ได้ถูก early retirement อาจต้องทำงานต่อไป แม้อายุมากขึ้น เพราะมหาวิทยาลัยจะหาคนมาแทนได้ยากขึ้นมาก คนรุ่นใหม่ขาดช่วงแบบกว้างมาก นี่เป็นภาพที่ย้อนแย้งพอสมควร บางตำแหน่งอาจถูกลด แต่บางตำแหน่งกลับหาคนแทนไม่ได้เลย และถ้ามหาวิทยาลัยยังไม่มีระบบถ่ายทอดงาน ความรู้ และบทบาทที่ชัดเจน ปัญหานี้จะหนักขึ้นมาก --- 5. Reskill/Upskill สำคัญ แต่ไม่ง่ายอย่างที่พูดกัน การ reskill และ upskill จะกลายเป็นเรื่องสำคัญ แต่เอาเข้าจริง มหาวิทยาลัยก็จะทำได้ยาก เพราะต้นทุนสูงมาก และคุณค่าของ certificate ต่ำกว่าใบปริญญาอย่างชัดเจน เรื่องง่าย ๆ คนเรียนออนไลน์จากที่ไหนก็ได้ โดยเฉพาะจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศหรือแพลตฟอร์มระดับโลก ดังนั้น มหาวิทยาลัยไทยจะแข่งทั้งด้านคุณภาพและราคาได้ยาก สิ่งที่พอทำได้ คือ โจทย์เฉพาะทางมาก ๆ แต่เมื่อลูกค้าจำกัด ต้นทุนการอบรมแต่ละครั้งก็จะสูง ความเสี่ยงของการเปิดคลาสก็จะสูงตามไปด้วย แปลว่า reskill/upskill ไม่ใช่คำตอบวิเศษที่พูดแล้วจบ ถ้าจะทำ ต้องรู้จริงว่าใครต้องการอะไร ใครยอมจ่าย จ่ายเพื่ออะไร และเรียนแล้วเอาไปใช้ตรงไหน --- 6. หน่วยงานต้องหาตำแหน่งใหม่ของตัวเอง ต่อไปจะมีหน่วยงานที่ไปต่อได้ดี และหน่วยงานที่ไปต่อได้ยาก อีกไม่นาน เราอาจเห็นทั้งรูปแบบการรวมหน่วยงาน และการแยกหน่วยงาน บางมหาวิทยาลัยอาจอยู่ในพื้นที่ทอง แต่เดิมผลิตแต่สาขาที่ตลาดไม่ค่อยนิยม ก็อาจต้องไปรวมกับมหาวิทยาลัยที่มีสาขาพร้อม แต่ขาดพื้นที่ ในทางกลับกัน บางมหาวิทยาลัยอาจมีบางคณะที่ต้นทุนสูงมาก และถูกถัวเฉลี่ยต้นทุนกับคณะที่ต้นทุนต่ำมาตลอด สุดท้ายก็อาจต้องแยกเป็นสองหน่วยงาน ไม่ใช่เพราะอยากทิ้งใคร แต่เพราะถ้าไม่กล้าจัดโครงสร้างใหม่ บางทีอาจพากันลำบากทั้งระบบ นี่เป็นเรื่องที่พูดยากที่สุดเรื่องหนึ่ง แต่ก็เป็นเรื่องที่หลบไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ --- 7. มหาวิทยาลัยต้องกลับไปตอบว่า ตัวเองมีความหมายอะไร ในท้ายที่สุด มหาวิทยาลัยจะกลับไปเป็น “พื้นที่ที่คนเก่งมาเจอกัน” คนที่คิดอะไรใกล้กัน สนใจอะไรใกล้กัน อยากสร้างอะไรใหม่ ๆ ในทิศทางเดียวกัน มหาวิทยาลัยจะเป็นพื้นที่ที่ทำให้นักเรียนใหม่ได้เจอเพื่อนเก่ง ๆ ได้เจออาจารย์เก่ง ๆ ได้เจอเครือข่ายทั่วโลก และได้เจอกลุ่มผู้ผลิต ผู้ใช้จริง และผู้ลงทุน ที่นำโจทย์วิจัยขั้นสูงมาให้คนฉลาดและคนเก่งช่วยกันคิด ถ้ามหาวิทยาลัยยังมีความหมายในอนาคต ความหมายนั้นคงไม่ใช่เพราะมหาวิทยาลัยเป็นที่เก็บความรู้ แต่เพราะมหาวิทยาลัยเป็นที่ที่คนเก่งมาเจอกัน และทำให้สิ่งที่คนคนเดียวทำไม่ได้ เกิดขึ้นได้จริง --- ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรดีใจ และไม่ใช่เรื่องที่ควรใช้ขู่ใคร แต่มันเป็นเรื่องที่ควรมองให้ทัน เพราะถ้าเรามองทัน เรายังออกแบบอนาคตได้ แต่ถ้าเรารอจนตัวเลขบังคับเรา ทุกอย่างจะกลายเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และตอนนั้น ทางเลือกจะเหลือน้อยกว่าที่เราคิดมาก
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง