รายงานวิเคราะห์แนวโน้มรางวัลตีพิมพ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
รายงานนี้คงส่วนวิเคราะห์ภาพรวมเดิมไว้ และเพิ่มหมวดวิเคราะห์รายปีตามตัวชี้วัดที่ต้องการ เพื่อให้ใช้ได้ทั้งสำหรับเล่า narrative เชิงนโยบายและดู annual diagnostics ในเอกสารเดียว.
Executive Summary
ข้อสรุปเชิงบริหาร
หากตีความในเชิงต้นทุนจริง มหาวิทยาลัยจ่ายงบรางวัลนักวิจัยเฉลี่ยประมาณ 20,472 บาทต่อบทความที่ได้รางวัล โดยในแต่ละปีแกว่งอยู่ราว 14,786-25,913 บาทต่อบทความ. หากต้องการใช้เทียบกับมหาวิทยาลัยอื่น ควรใช้ตัวชี้วัดนี้เป็นแกนหลัก เพราะสะท้อน “จำนวนเงินที่จ่ายจริงต่อบทความที่ได้รับรางวัล” โดยตรง. ถ้าต้องการมองในเชิงต้นทุนต่อ output ทั้งระบบ ข้อมูลชุดนี้ชี้ว่าเฉลี่ยจ่ายราว 9,803 บาทต่อบทความรวม หรือ 11,955 บาทต่อบทความรวม เมื่อคิดรวมส่วนงานและค่าใช้จ่ายเต็มรูปแบบ (อ้างอิงกราฟ 3, กราฟ 8 และกราฟภาคผนวก 3).
หากเป้าหมายคือเพิ่มจำนวนผลงานตีพิมพ์ ข้อมูลนี้สนับสนุนให้ใช้มาตรการจูงใจที่ผูกกับ output การตีพิมพ์โดยตรง มากกว่าพึ่งการเพิ่มทุนวิจัยรวมเพียงอย่างเดียว
ในมิติของประสิทธิผล หลักฐานจากกราฟทั้งหมดค่อนข้างสนับสนุนว่าระบบรางวัลนี้ มีประสิทธิผลในเชิงผลลัพธ์ เพราะผลผลิตและการมีส่วนร่วมเพิ่มตามจริง: บทความที่ได้รางวัลเพิ่มเป็น 6.0 เท่า, สัดส่วนบทความที่ได้รางวัลเพิ่มจาก 34.1% เป็น 55.2%, และจำนวนผู้ได้รับรางวัลเพิ่มเป็น 5.1 เท่า. แต่ในมิติของประสิทธิภาพเชิงทุน ต้องยอมรับว่าเงินเพิ่มเป็น 8.4 เท่า ขณะที่บทความที่ได้รางวัลเพิ่ม 6.0 เท่า จึงแปลได้ว่าประสิทธิภาพของทุนต่อบทความอ่อนลงจากปีฐาน แม้กระนั้น ต้นทุนต่อเปเปอร์ในเอกสารนี้ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ จึงยังพอสรุปได้ว่าการได้เปเปอร์เพิ่มยังคุ้มค่าในทางปฏิบัติ เพียงแต่ไม่ควรสรุปว่าเพิ่มงบแล้วประสิทธิภาพจะดีขึ้นเอง (อ้างอิงกราฟ 1, 2, 3, 5 และกราฟภาคผนวก 2-3).
-
คำถามเชิงนโยบาย 1: การให้รางวัลในระดับปัจจุบันถือว่าแพงหรือไม่
หากใช้เกณฑ์ “เงินที่จ่ายจริงต่อบทความที่ได้รางวัล” ระดับปัจจุบันอยู่ในช่วงประมาณสองหมื่นบาทต่อบทความ และแกว่งอยู่ในกรอบไม่กว้างมากเมื่อมองตลอดทั้งช่วงเวลา จึงเป็นตัวชี้วัดที่เหมาะที่สุดสำหรับใช้เทียบกับมหาวิทยาลัยอื่น ส่วนถ้าจะเทียบในเชิงต้นทุนต่อผลผลิตรวม ค่าเฉลี่ยจะต่ำกว่านั้นพอสมควร (ดูกราฟต้นทุน).
-
คำถามเชิงนโยบาย 2: ระบบนี้มีประสิทธิผลหรือไม่
ข้อมูลสนับสนุนว่ามีประสิทธิผลในเชิงผลลัพธ์ เพราะทั้งจำนวนบทความที่ได้รางวัล สัดส่วนบทความที่เข้าเกณฑ์รางวัล และจำนวนผู้ได้รับรางวัลเพิ่มขึ้นพร้อมกัน แต่ควรแยกคำว่า “ได้ผล” ออกจากคำว่า “คุ้มค่าที่สุด” เพราะประสิทธิภาพต่อ 1 ล้านบาทไม่ได้ดีขึ้นต่อเนื่องทุกปี (ดูกราฟผลลัพธ์และประสิทธิภาพ).
-
คำถามเชิงนโยบาย 3: ถ้าปรับเพิ่มหรือลดรางวัล จะกระทบจำนวนคนหรือจำนวนเปเปอร์อย่างไร
ข้อมูลนี้ยังไม่พอจะยืนยันเหตุและผลแบบตรงไปตรงมา แต่รูปแบบในข้อมูลชี้ว่าช่วงที่งบรางวัลขยายตัวแรง จำนวนผู้ได้รับรางวัลมักขยับตามเร็วกว่าจำนวนบทความ ดังนั้นหากเพิ่มงบ ผลกระทบน่าจะเริ่มเห็นที่ “จำนวนคนที่เข้าระบบ” ก่อน ส่วนถ้าลดงบ ความเสี่ยงแรกคือแรงจูงใจและการมีส่วนร่วมจะชะลอ ก่อนที่ผลกระทบต่อผลผลิตรวมจะตามมา (ดูกราฟความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงรายปี).
การวิเคราะห์ภาพรวมตามประเด็น
1. ผลงานที่ได้รางวัลโตเร็วกว่าปริมาณบทความ Scopus
บทความที่ได้รางวัลเพิ่มจาก 168 เป็น 1,009 บทความ หรือ 500.6% ขณะที่บทความ Scopus ทั้งหมดเพิ่ม 271.5%.
นัยสำคัญคือการเติบโตไม่ได้มาจากฐานบทความรวมอย่างเดียว แต่เกิดจากสัดส่วนผลงานที่เข้าเกณฑ์รางวัลมากขึ้นด้วย จึงตีความได้ว่าระบบรางวัลสัมพันธ์กับการยกระดับคุณสมบัติของผลงานในระบบ ไม่ใช่แค่การผลิตปริมาณ.
ข้อพึงปฏิบัติคือควรติดตามเส้นสองชุดนี้ควบคู่กันเสมอ เพราะถ้าบทความรวมยังโตแต่บทความรางวัลชะลอ จะสะท้อนว่าคุณภาพหรือการเข้าเกณฑ์เริ่มอ่อนลง ส่วนข้อควรระวังคือกราฟนี้บอกทิศทางของผลลัพธ์ แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าสาเหตุทั้งหมดมาจากรางวัลเพียงปัจจัยเดียว.
3. งบเงินรางวัลขยายตัวเร็วกว่าจำนวนบทความ
เงินรางวัลอาจารย์นักวิจัยเพิ่ม 740.6% เทียบกับบทความที่ได้รางวัลเพิ่ม 500.6%.
ความหมายตรงไปตรงมาคือเม็ดเงินเติบโตเร็วกว่าผลผลิต จึงบอกได้ว่าประสิทธิภาพของทุนต่อบทความอ่อนลงจากปีฐาน แม้ผลผลิตรวมยังขยายตัวแรงอยู่. อย่างไรก็ดี เมื่อดูประกอบกับกราฟต้นทุนต่อบทความ ระบบนี้ยังไม่ได้หลุดไปสู่ระดับที่ต้นทุนต่อเปเปอร์สูงผิดสัดส่วนในข้อมูลชุดนี้.
ข้อพึงปฏิบัติคือควรบริหารนโยบายให้โฟกัสทั้ง “ขยายผลผลิต” และ “คุมต้นทุนต่อผลผลิต” ไปพร้อมกัน ส่วนข้อควรระวังคือการเห็นงบโตแรงอาจทำให้สรุปว่าไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งที่ในทางปฏิบัติระบบยังให้ผลลัพธ์จริงและต้นทุนต่อเปเปอร์ยังอยู่ในระดับรับได้.
4. จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ปี 2553 และ 2559
ปี 2553 เป็นปีที่เร่งขึ้นแรงที่สุดทั้งจำนวนบทความและเม็ดเงินรางวัล ส่วนปี 2559 จำนวนบทความย่อลง แต่เงินรางวัลยังเพิ่มต่อ.
นี่สะท้อนว่าระบบไม่ได้ตอบสนองแบบเส้นตรงตลอดเวลา บางปีงบเพิ่มพร้อมผลลัพธ์เพิ่ม แต่บางปีงบยังขึ้นในขณะที่ผลลัพธ์ชะลอ จึงควรมองการเปลี่ยนแปลงแบบเป็นช่วงมากกว่ามองแบบปีเดียวแล้วสรุปนโยบายทันที.
ข้อพึงปฏิบัติคือเมื่อมีจุดเปลี่ยน ควรตรวจว่ามาจากฐานนักวิจัย เกณฑ์รางวัล หรือสภาพแวดล้อมการตีพิมพ์ในช่วงนั้น ส่วนข้อควรระวังคือไม่ควรใช้ปีที่ผิดปกติเพียงปีเดียวเป็นฐานตัดสินว่าจะเพิ่มหรือลดงบทันที.
5. ฐานผู้ได้รับรางวัลกว้างขึ้นมาก ขณะที่ productivity ต่อหัวเพิ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป
จำนวนนักวิจัยที่ได้รับรางวัลเพิ่มจาก 100 เป็น 514 คน หรือ 414.0%.
ผลกระทบเชิงบวกคือระบบรางวัลไม่ได้กระจุกอยู่กับคนกลุ่มเดิม แต่ดึงคนเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น ขณะที่ผลผลิตต่อคนค่อยๆ สูงขึ้น จึงบอกได้ว่าการเติบโตช่วงหลังมาจากทั้งการขยายฐานคนและการเพิ่มผลผลิตรายคน แต่แรงขับหลักคือฐานคนที่กว้างขึ้น.
ข้อพึงปฏิบัติคือหากจะปรับงบ ควรถามก่อนว่าต้องการขยายฐานคนหรือเร่งผลงานต่อคน เพราะสองเป้าหมายนี้อาจต้องใช้กลไกต่างกัน ส่วนข้อควรระวังคือข้อมูลนี้ใช้ฐานผู้ได้รับรางวัล ไม่ใช่ผู้ตีพิมพ์ทั้งหมด จึงตีความเป็น productivity ของทั้งระบบไม่ได้.
6. ผลผลิตเติบโตไกลกว่าทุนวิจัยรวมของมหาวิทยาลัย
ถ้าตั้งปี 2551 = 100 จะเห็นว่าดัชนีบทความรางวัลขึ้นไปเหนือ 600 แต่ทุนวิจัยรวมขยับเพียงราว 117.8.
นัยสำคัญคือ output ด้านตีพิมพ์และระบบรางวัลขยายตัวเร็วมากเมื่อเทียบกับทรัพยากรวิจัยรวมที่รายงานไว้ จึงพออ่านได้ว่าการเพิ่มผลงานไม่ได้เดินตามทุนวิจัยรวมแบบหนึ่งต่อหนึ่ง.
ข้อพึงปฏิบัติคือควรติดตามนโยบายรางวัลแยกจากนโยบายทุนวิจัยรวม เพราะสองเรื่องนี้ดูจะทำหน้าที่ต่างกันในข้อมูลชุดนี้ ส่วนข้อควรระวังคือไม่ควรแปลผลเกินไปว่า “ทุนวิจัยไม่สำคัญ” เพราะกราฟนี้เพียงชี้ว่าความเร็วของการเติบโตต่างกัน.
7. ความสัมพันธ์ระหว่างทุนวิจัยรวมกับบทความที่ได้รางวัลค่อนข้างอ่อน
ค่าสหสัมพันธ์เชิงเส้นระหว่างทุนวิจัยรวมกับบทความที่ได้รางวัลอยู่ที่ -0.25.
เมื่อดูคู่กับกราฟดัชนีและกราฟการเปลี่ยนแปลงรายปี จะเห็นว่าบทความรางวัลไม่ได้ขึ้นลงตามทุนวิจัยรวมอย่างเรียบง่าย จึงทำให้การใช้นโยบาย “เพิ่มทุนรวมแล้วหวังให้บทความรางวัลขึ้นอัตโนมัติ” ไม่ได้รับการสนับสนุนชัดจากข้อมูลนี้.
ข้อพึงปฏิบัติคือหากจะออกแบบนโยบายเพิ่มผลงานตีพิมพ์ ควรดูเครื่องมือเชิงแรงจูงใจและฐานคนควบคู่กับทุน ส่วนข้อควรระวังคือ correlation ต่ำไม่ได้แปลว่าไม่มีความเกี่ยวข้องเลย เพียงแปลว่าในชุดข้อมูลนี้ความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงไม่ชัด.
8. มูลค่ารางวัลต่อบทความและต่อผู้ได้รับรางวัลสูงขึ้น
ค่าเฉลี่ยเงินรางวัลต่อบทความเพิ่มจาก 14.8 พันบาท เป็น 20.7 พันบาท และต่อผู้ได้รับรางวัลเพิ่มจาก 24.8 พันบาท เป็น 40.6 พันบาท.
ผลกระทบคือระบบมีแรงจูงใจเชิงมูลค่ามากขึ้น ซึ่งช่วยให้เม็ดเงินรวมยังขึ้นต่อได้แม้บางปีจำนวนบทความไม่ได้เร่งตาม แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเงินโตเร็วกว่าผลผลิต.
ข้อพึงปฏิบัติคือควรกำกับการขึ้นของมูลค่ารางวัลให้สัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่ต้องการจริง ส่วนข้อควรระวังคือหากมูลค่าต่อบทความขึ้นเร็วเกินไปโดยไม่คุมผลผลิต ระบบจะเสี่ยงต่อการเสียประสิทธิภาพเชิงทุนในระยะยาว.
ภาคผนวกการวิเคราะห์รายปี
1. อัตราบทความทั้งหมดต่อบทความที่ได้รางวัล
ตัวชี้วัดนี้ลดจาก 2.93 เท่าในปี 2551 เหลือ 1.81 เท่าในปี 2566.
อัตราที่ลดลงแปลว่าสัดส่วนบทความที่ได้รางวัลดีขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นสัญญาณที่ดีกว่าการดูจำนวนบทความอย่างเดียว เพราะแสดงว่าผลงานรางวัลกินสัดส่วนมากขึ้นใน output ทั้งหมด.
ข้อควรระวังคือหากอัตรานี้หยุดลดหรือกลับเพิ่มขึ้น แม้บทความรวมยังโตอยู่ ก็อาจสะท้อนว่าระบบเริ่มผลิตปริมาณมากขึ้นแต่ไม่สามารถดันคุณภาพตามเกณฑ์รางวัลได้.
2. ประสิทธิภาพของเงินรางวัลในการตีพิมพ์
มองงบรางวัลนักวิจัยเป็น input และดูว่าแต่ละ 1 ล้านบาทสร้างบทความได้รางวัลกี่ชิ้นและบทความรวมกี่ชิ้น โดยปีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือปี 2551.
กราฟนี้เป็นหัวใจของการคุยเรื่องความคุ้มค่า เพราะตอบได้ตรงว่าเมื่อเงินเพิ่มขึ้น ผลลัพธ์ต่อ 1 ล้านบาทดีขึ้นหรือแผ่วลง. ในข้อมูลนี้ประสิทธิภาพไม่ได้ทรงตัว แต่มีแนวโน้มอ่อนลงจากช่วงต้น แม้ผลลัพธ์รวมยังเพิ่ม.
ข้อพึงปฏิบัติคือถ้าจะเพิ่มงบ ควรตั้งเป้าควบคู่กับตัวชี้วัดบทความต่อ 1 ล้านบาท ไม่เช่นนั้นระบบอาจโตแบบใช้เงินมากขึ้นโดยได้ผลตอบแทนต่อเม็ดเงินน้อยลง.
3. ค่าใช้จ่ายรวมต่อจำนวนเปเปอร์รวม
เส้นสีม่วงคือค่าใช้จ่ายรวมแบบเต็มรูปแบบต่อบทความรวม ส่วนเส้นสีน้ำตาลคือเฉพาะรางวัลนักวิจัยต่อบทความรวม.
กราฟนี้ช่วยถ่วงดุลการมองเชิงลบจากการที่งบโตเร็วกว่าเปเปอร์ เพราะแม้ประสิทธิภาพเชิงทุนอ่อนลงจากปีฐาน แต่ต้นทุนต่อบทความรวมในข้อมูลชุดนี้ยังไม่สูงจนบอกว่าระบบไร้ความคุ้มค่า.
ข้อควรระวังคือควรเฝ้าดูเส้นนี้มากกว่าดูแต่งบรวม เพราะหากงบเพิ่มแต่ต้นทุนต่อบทความยังคุมได้ ระบบอาจยังสมเหตุสมผลในทางบริหาร.
4. จำนวนคนตีพิมพ์เพิ่มในแต่ละปี
จากข้อมูลที่มี วัดได้เฉพาะจำนวนผู้ได้รับรางวัลที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยจุดเพิ่มสูงสุดอยู่ในปี 2553 ที่เพิ่ม 70 คน.
ความสำคัญของกราฟนี้คือช่วยแยกว่าแรงของระบบมาจากการดึงคนใหม่เข้ามา หรือจากการเร่งคนเดิมให้ผลิตมากขึ้น ซึ่งในข้อมูลนี้น้ำหนักดูจะเอนมาทางการขยายฐานคนค่อนข้างมาก.
ข้อพึงปฏิบัติคือถ้าต้องการเพิ่ม participation นี่คือกราฟที่ควรใช้ติดตามก่อน ส่วนข้อควรระวังคืออย่าอ่านแทนจำนวนผู้ตีพิมพ์ทั้งหมด เพราะตัวเลขนี้ครอบคลุมเฉพาะผู้ได้รับรางวัล.
5. การตีพิมพ์รวมและได้รางวัลต่อคน
ตัวหารของกราฟนี้คือจำนวนผู้ได้รับรางวัลในแต่ละปี จึงควรอ่านเป็น productivity ต่อผู้ได้รับรางวัล ไม่ใช่ productivity ต่อผู้ตีพิมพ์ทั้งหมด.
กราฟนี้มีประโยชน์มากเวลาออกแบบนโยบาย เพราะถ้าบทความต่อคนไม่ขึ้น แต่จำนวนคนขึ้น แปลว่าระบบทำงานผ่านการขยายฐานมากกว่าการเร่ง productivity รายคน. ถ้าต้องการผลักผลงานต่อหัวให้สูงขึ้น อาจต้องใช้มาตรการคนละแบบกับมาตรการขยายการมีส่วนร่วม.
ข้อควรระวังคือหากใช้กราฟนี้ผิดความหมาย จะทำให้สรุปสถานการณ์ของทั้งมหาวิทยาลัยแรงเกินข้อมูลที่มีอยู่จริง.
ตารางตัวชี้วัดรายปี
| ปี | บทความรวม/บทความรางวัล | สัดส่วนบทความที่ได้รางวัล (%) | บทความรางวัลต่อ 1 ล้านบาท | บทความรวมต่อ 1 ล้านบาท | ค่าใช้จ่ายรวมต่อบทความรวม (บาท) | คนเพิ่มจากปีก่อน | บทความรางวัลต่อคน | บทความรวมต่อคน |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 2551 | 2.93 | 34.15 | 67.63 | 198.07 | 6,097.19 | 0.00 | 1.68 | 4.92 |
| 2552 | 2.48 | 40.32 | 66.39 | 164.67 | 7,468.57 | 32.00 | 1.72 | 4.27 |
| 2553 | 2.12 | 47.27 | 53.18 | 112.49 | 10,591.31 | 70.00 | 1.63 | 3.45 |
| 2554 | 2.32 | 43.05 | 65.93 | 153.14 | 8,490.59 | -16.00 | 1.88 | 4.37 |
| 2555 | 1.92 | 52.12 | 53.64 | 102.92 | 12,311.95 | 65.00 | 1.62 | 3.10 |
| 2556 | 2.04 | 48.92 | 45.14 | 92.28 | 13,086.94 | 0.00 | 1.63 | 3.32 |
| 2557 | 2.04 | 49.11 | 47.02 | 95.75 | 12,636.71 | 1.00 | 1.75 | 3.56 |
| 2558 | 2.05 | 48.67 | 42.26 | 86.84 | 13,893.84 | 19.00 | 1.68 | 3.46 |
| 2559 | 2.33 | 42.89 | 39.03 | 91.02 | 13,586.17 | -17.00 | 1.70 | 3.96 |
| 2560 | 2.20 | 45.45 | 39.24 | 86.32 | 13,910.24 | 62.00 | 1.66 | 3.66 |
| 2561 | 2.13 | 46.85 | 39.54 | 84.41 | 14,795.41 | 18.00 | 1.76 | 3.75 |
| 2562 | 2.14 | 46.82 | 38.59 | 82.43 | 14,318.99 | 47.00 | 1.76 | 3.75 |
| 2563 | 1.89 | 53.04 | 52.52 | 99.03 | 12,218.44 | 44.00 | 1.89 | 3.56 |
| 2564 | 1.82 | 54.89 | 55.11 | 100.40 | 12,078.86 | 56.00 | 1.91 | 3.49 |
| 2565 | 1.82 | 54.84 | 56.12 | 102.32 | 11,876.70 | 32.00 | 2.06 | 3.76 |
| 2566 | 1.81 | 55.20 | 48.32 | 87.55 | 13,910.93 | 1.00 | 1.96 | 3.56 |
ข้อมูลดิบจากไฟล์ต้นฉบับ
| ปี | บทความที่ได้รางวัล | บทความ Scopus ทั้งหมด | งบรางวัลนักวิจัย (บาท) | ค่าใช้จ่ายรวมเต็มรูปแบบ (บาท) | จำนวนผู้ได้รับรางวัล | ทุนวิจัยรวม (บาท) |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 2551 | 168 | 492 | 2484000 | 2,999,816.94 | 100 | 919,260,031.00 |
| 2552 | 227 | 563 | 3419000 | 4,204,806.50 | 132 | 1,403,022,959.00 |
| 2553 | 329 | 696 | 6187000 | 7,371,551.00 | 202 | 1,253,422,835.00 |
| 2554 | 350 | 813 | 5309000 | 6,902,849.00 | 186 | 1,573,937,766.00 |
| 2555 | 406 | 779 | 7568800 | 9,591,008.33 | 251 | 1,763,569,515.00 |
| 2556 | 408 | 834 | 9038000 | 10,914,504.00 | 251 | 1,828,137,251.00 |
| 2557 | 440 | 896 | 9358000 | 11,322,493.00 | 252 | 1,956,180,644.00 |
| 2558 | 456 | 937 | 10789500 | 13,018,527.61 | 271 | 2,015,800,074.00 |
| 2559 | 431 | 1005 | 11041500 | 13,654,096.90 | 254 | 2,119,748,835.00 |
| 2560 | 525 | 1155 | 13380500 | 16,066,321.78 | 316 | 2,346,894,588.00 |
| 2561 | 587 | 1253 | 14844500 | 18,538,648.60 | 334 | 1,405,511,153.00 |
| 2562 | 669 | 1429 | 17335500 | 20,461,832.41 | 381 | 1,595,745,313.36 |
| 2563 | 803 | 1514 | 15288500 | 18,498,711.87 | 425 | 1,382,268,061.75 |
| 2564 | 921 | 1678 | 16712500 | 20,268,332.33 | 481 | 1,513,699,737.07 |
| 2565 | 1059 | 1931 | 18871500 | 22,933,908.31 | 513 | 1,052,349,429.01 |
| 2566 | 1009 | 1828 | 20879500 | 25,429,175.00 | 514 | 1,082,730,901.09 |
ไฟล์ตัวชี้วัดรายปีถูก export แยกไว้เป็น annual_award_metrics.csv. ค่าที่เกี่ยวกับ “ต่อคน” ใช้ฐานผู้ได้รับรางวัลต่อปี ไม่ใช่จำนวนผู้ตีพิมพ์รวมทั้งมหาวิทยาลัย.