รายงานวิเคราะห์แนวโน้มรางวัลตีพิมพ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

รายงานนี้คงส่วนวิเคราะห์ภาพรวมเดิมไว้ และเพิ่มหมวดวิเคราะห์รายปีตามตัวชี้วัดที่ต้องการ เพื่อให้ใช้ได้ทั้งสำหรับเล่า narrative เชิงนโยบายและดู annual diagnostics ในเอกสารเดียว.

Executive Summary

บทความที่ได้รางวัล
6.0 เท่า
เพิ่มสุทธิ 841 บทความ และโตเฉลี่ย 12.7% ต่อปี
สัดส่วนบทความที่ได้รางวัล
55.2%
จาก 34.1% ในปี 2551
งบรางวัลนักวิจัย
8.4 เท่า
จาก 2.48 เป็น 20.88 ล้านบาท
จำนวนผู้ได้รับรางวัล
5.1 เท่า
จาก 100 เป็น 514 คน
ทุนวิจัยรวม
1.18 เท่า
เติบโตช้ากว่าผลผลิตอย่างชัดเจน
ความสัมพันธ์ทุนกับผลงาน
-0.25
ค่าใกล้ศูนย์ สะท้อนความสัมพันธ์เชิงเส้นที่อ่อน

ข้อสรุปเชิงบริหาร

หากตีความในเชิงต้นทุนจริง มหาวิทยาลัยจ่ายงบรางวัลนักวิจัยเฉลี่ยประมาณ 20,472 บาทต่อบทความที่ได้รางวัล โดยในแต่ละปีแกว่งอยู่ราว 14,786-25,913 บาทต่อบทความ. หากต้องการใช้เทียบกับมหาวิทยาลัยอื่น ควรใช้ตัวชี้วัดนี้เป็นแกนหลัก เพราะสะท้อน “จำนวนเงินที่จ่ายจริงต่อบทความที่ได้รับรางวัล” โดยตรง. ถ้าต้องการมองในเชิงต้นทุนต่อ output ทั้งระบบ ข้อมูลชุดนี้ชี้ว่าเฉลี่ยจ่ายราว 9,803 บาทต่อบทความรวม หรือ 11,955 บาทต่อบทความรวม เมื่อคิดรวมส่วนงานและค่าใช้จ่ายเต็มรูปแบบ (อ้างอิงกราฟ 3, กราฟ 8 และกราฟภาคผนวก 3).

หากเป้าหมายคือเพิ่มจำนวนผลงานตีพิมพ์ ข้อมูลนี้สนับสนุนให้ใช้มาตรการจูงใจที่ผูกกับ output การตีพิมพ์โดยตรง มากกว่าพึ่งการเพิ่มทุนวิจัยรวมเพียงอย่างเดียว

ในมิติของประสิทธิผล หลักฐานจากกราฟทั้งหมดค่อนข้างสนับสนุนว่าระบบรางวัลนี้ มีประสิทธิผลในเชิงผลลัพธ์ เพราะผลผลิตและการมีส่วนร่วมเพิ่มตามจริง: บทความที่ได้รางวัลเพิ่มเป็น 6.0 เท่า, สัดส่วนบทความที่ได้รางวัลเพิ่มจาก 34.1% เป็น 55.2%, และจำนวนผู้ได้รับรางวัลเพิ่มเป็น 5.1 เท่า. แต่ในมิติของประสิทธิภาพเชิงทุน ต้องยอมรับว่าเงินเพิ่มเป็น 8.4 เท่า ขณะที่บทความที่ได้รางวัลเพิ่ม 6.0 เท่า จึงแปลได้ว่าประสิทธิภาพของทุนต่อบทความอ่อนลงจากปีฐาน แม้กระนั้น ต้นทุนต่อเปเปอร์ในเอกสารนี้ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ จึงยังพอสรุปได้ว่าการได้เปเปอร์เพิ่มยังคุ้มค่าในทางปฏิบัติ เพียงแต่ไม่ควรสรุปว่าเพิ่มงบแล้วประสิทธิภาพจะดีขึ้นเอง (อ้างอิงกราฟ 1, 2, 3, 5 และกราฟภาคผนวก 2-3).

  1. คำถามเชิงนโยบาย 1: การให้รางวัลในระดับปัจจุบันถือว่าแพงหรือไม่

    หากใช้เกณฑ์ “เงินที่จ่ายจริงต่อบทความที่ได้รางวัล” ระดับปัจจุบันอยู่ในช่วงประมาณสองหมื่นบาทต่อบทความ และแกว่งอยู่ในกรอบไม่กว้างมากเมื่อมองตลอดทั้งช่วงเวลา จึงเป็นตัวชี้วัดที่เหมาะที่สุดสำหรับใช้เทียบกับมหาวิทยาลัยอื่น ส่วนถ้าจะเทียบในเชิงต้นทุนต่อผลผลิตรวม ค่าเฉลี่ยจะต่ำกว่านั้นพอสมควร (ดูกราฟต้นทุน).

  2. คำถามเชิงนโยบาย 2: ระบบนี้มีประสิทธิผลหรือไม่

    ข้อมูลสนับสนุนว่ามีประสิทธิผลในเชิงผลลัพธ์ เพราะทั้งจำนวนบทความที่ได้รางวัล สัดส่วนบทความที่เข้าเกณฑ์รางวัล และจำนวนผู้ได้รับรางวัลเพิ่มขึ้นพร้อมกัน แต่ควรแยกคำว่า “ได้ผล” ออกจากคำว่า “คุ้มค่าที่สุด” เพราะประสิทธิภาพต่อ 1 ล้านบาทไม่ได้ดีขึ้นต่อเนื่องทุกปี (ดูกราฟผลลัพธ์และประสิทธิภาพ).

  3. คำถามเชิงนโยบาย 3: ถ้าปรับเพิ่มหรือลดรางวัล จะกระทบจำนวนคนหรือจำนวนเปเปอร์อย่างไร

    ข้อมูลนี้ยังไม่พอจะยืนยันเหตุและผลแบบตรงไปตรงมา แต่รูปแบบในข้อมูลชี้ว่าช่วงที่งบรางวัลขยายตัวแรง จำนวนผู้ได้รับรางวัลมักขยับตามเร็วกว่าจำนวนบทความ ดังนั้นหากเพิ่มงบ ผลกระทบน่าจะเริ่มเห็นที่ “จำนวนคนที่เข้าระบบ” ก่อน ส่วนถ้าลดงบ ความเสี่ยงแรกคือแรงจูงใจและการมีส่วนร่วมจะชะลอ ก่อนที่ผลกระทบต่อผลผลิตรวมจะตามมา (ดูกราฟความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงรายปี).

การวิเคราะห์ภาพรวมตามประเด็น

1. ผลงานที่ได้รางวัลโตเร็วกว่าปริมาณบทความ Scopus

บทความที่ได้รางวัลเพิ่มจาก 168 เป็น 1,009 บทความ หรือ 500.6% ขณะที่บทความ Scopus ทั้งหมดเพิ่ม 271.5%.

นัยสำคัญคือการเติบโตไม่ได้มาจากฐานบทความรวมอย่างเดียว แต่เกิดจากสัดส่วนผลงานที่เข้าเกณฑ์รางวัลมากขึ้นด้วย จึงตีความได้ว่าระบบรางวัลสัมพันธ์กับการยกระดับคุณสมบัติของผลงานในระบบ ไม่ใช่แค่การผลิตปริมาณ.

ข้อพึงปฏิบัติคือควรติดตามเส้นสองชุดนี้ควบคู่กันเสมอ เพราะถ้าบทความรวมยังโตแต่บทความรางวัลชะลอ จะสะท้อนว่าคุณภาพหรือการเข้าเกณฑ์เริ่มอ่อนลง ส่วนข้อควรระวังคือกราฟนี้บอกทิศทางของผลลัพธ์ แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าสาเหตุทั้งหมดมาจากรางวัลเพียงปัจจัยเดียว.

2. สัดส่วนบทความที่ได้รางวัลต่อ Scopus สูงขึ้นต่อเนื่อง

สัดส่วนบทความที่ได้รางวัลเพิ่มจาก 34.1% เป็น 55.2% และแตะจุดสูงสุดในปี 2566.

ผลกระทบเชิงนโยบายคือระบบรางวัลดูเหมือนจะไม่ได้เพียงเพิ่มจำนวนผลงาน แต่เพิ่มสัดส่วนของผลงานที่มีคุณลักษณะถึงเกณฑ์รางวัลด้วย ทำให้การใช้งบยังสะท้อนออกมาในรูปคุณภาพเชิงสัดส่วน ไม่ใช่แค่จำนวนดิบ.

ข้อพึงปฏิบัติคือควรใช้ตัวชี้วัดนี้เป็น KPI หลักร่วมกับจำนวนบทความ เพราะช่วยกันหลอกตัวเองจากการดูแต่ volume ส่วนข้อควรระวังคือหากเกณฑ์รางวัลเปลี่ยนในอนาคต ค่าชุดนี้อาจเปรียบเทียบข้ามปีได้ยากขึ้น.

3. งบเงินรางวัลขยายตัวเร็วกว่าจำนวนบทความ

เงินรางวัลอาจารย์นักวิจัยเพิ่ม 740.6% เทียบกับบทความที่ได้รางวัลเพิ่ม 500.6%.

ความหมายตรงไปตรงมาคือเม็ดเงินเติบโตเร็วกว่าผลผลิต จึงบอกได้ว่าประสิทธิภาพของทุนต่อบทความอ่อนลงจากปีฐาน แม้ผลผลิตรวมยังขยายตัวแรงอยู่. อย่างไรก็ดี เมื่อดูประกอบกับกราฟต้นทุนต่อบทความ ระบบนี้ยังไม่ได้หลุดไปสู่ระดับที่ต้นทุนต่อเปเปอร์สูงผิดสัดส่วนในข้อมูลชุดนี้.

ข้อพึงปฏิบัติคือควรบริหารนโยบายให้โฟกัสทั้ง “ขยายผลผลิต” และ “คุมต้นทุนต่อผลผลิต” ไปพร้อมกัน ส่วนข้อควรระวังคือการเห็นงบโตแรงอาจทำให้สรุปว่าไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งที่ในทางปฏิบัติระบบยังให้ผลลัพธ์จริงและต้นทุนต่อเปเปอร์ยังอยู่ในระดับรับได้.

4. จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ปี 2553 และ 2559

ปี 2553 เป็นปีที่เร่งขึ้นแรงที่สุดทั้งจำนวนบทความและเม็ดเงินรางวัล ส่วนปี 2559 จำนวนบทความย่อลง แต่เงินรางวัลยังเพิ่มต่อ.

นี่สะท้อนว่าระบบไม่ได้ตอบสนองแบบเส้นตรงตลอดเวลา บางปีงบเพิ่มพร้อมผลลัพธ์เพิ่ม แต่บางปีงบยังขึ้นในขณะที่ผลลัพธ์ชะลอ จึงควรมองการเปลี่ยนแปลงแบบเป็นช่วงมากกว่ามองแบบปีเดียวแล้วสรุปนโยบายทันที.

ข้อพึงปฏิบัติคือเมื่อมีจุดเปลี่ยน ควรตรวจว่ามาจากฐานนักวิจัย เกณฑ์รางวัล หรือสภาพแวดล้อมการตีพิมพ์ในช่วงนั้น ส่วนข้อควรระวังคือไม่ควรใช้ปีที่ผิดปกติเพียงปีเดียวเป็นฐานตัดสินว่าจะเพิ่มหรือลดงบทันที.

5. ฐานผู้ได้รับรางวัลกว้างขึ้นมาก ขณะที่ productivity ต่อหัวเพิ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป

จำนวนนักวิจัยที่ได้รับรางวัลเพิ่มจาก 100 เป็น 514 คน หรือ 414.0%.

ผลกระทบเชิงบวกคือระบบรางวัลไม่ได้กระจุกอยู่กับคนกลุ่มเดิม แต่ดึงคนเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น ขณะที่ผลผลิตต่อคนค่อยๆ สูงขึ้น จึงบอกได้ว่าการเติบโตช่วงหลังมาจากทั้งการขยายฐานคนและการเพิ่มผลผลิตรายคน แต่แรงขับหลักคือฐานคนที่กว้างขึ้น.

ข้อพึงปฏิบัติคือหากจะปรับงบ ควรถามก่อนว่าต้องการขยายฐานคนหรือเร่งผลงานต่อคน เพราะสองเป้าหมายนี้อาจต้องใช้กลไกต่างกัน ส่วนข้อควรระวังคือข้อมูลนี้ใช้ฐานผู้ได้รับรางวัล ไม่ใช่ผู้ตีพิมพ์ทั้งหมด จึงตีความเป็น productivity ของทั้งระบบไม่ได้.

6. ผลผลิตเติบโตไกลกว่าทุนวิจัยรวมของมหาวิทยาลัย

ถ้าตั้งปี 2551 = 100 จะเห็นว่าดัชนีบทความรางวัลขึ้นไปเหนือ 600 แต่ทุนวิจัยรวมขยับเพียงราว 117.8.

นัยสำคัญคือ output ด้านตีพิมพ์และระบบรางวัลขยายตัวเร็วมากเมื่อเทียบกับทรัพยากรวิจัยรวมที่รายงานไว้ จึงพออ่านได้ว่าการเพิ่มผลงานไม่ได้เดินตามทุนวิจัยรวมแบบหนึ่งต่อหนึ่ง.

ข้อพึงปฏิบัติคือควรติดตามนโยบายรางวัลแยกจากนโยบายทุนวิจัยรวม เพราะสองเรื่องนี้ดูจะทำหน้าที่ต่างกันในข้อมูลชุดนี้ ส่วนข้อควรระวังคือไม่ควรแปลผลเกินไปว่า “ทุนวิจัยไม่สำคัญ” เพราะกราฟนี้เพียงชี้ว่าความเร็วของการเติบโตต่างกัน.

7. ความสัมพันธ์ระหว่างทุนวิจัยรวมกับบทความที่ได้รางวัลค่อนข้างอ่อน

ค่าสหสัมพันธ์เชิงเส้นระหว่างทุนวิจัยรวมกับบทความที่ได้รางวัลอยู่ที่ -0.25.

เมื่อดูคู่กับกราฟดัชนีและกราฟการเปลี่ยนแปลงรายปี จะเห็นว่าบทความรางวัลไม่ได้ขึ้นลงตามทุนวิจัยรวมอย่างเรียบง่าย จึงทำให้การใช้นโยบาย “เพิ่มทุนรวมแล้วหวังให้บทความรางวัลขึ้นอัตโนมัติ” ไม่ได้รับการสนับสนุนชัดจากข้อมูลนี้.

ข้อพึงปฏิบัติคือหากจะออกแบบนโยบายเพิ่มผลงานตีพิมพ์ ควรดูเครื่องมือเชิงแรงจูงใจและฐานคนควบคู่กับทุน ส่วนข้อควรระวังคือ correlation ต่ำไม่ได้แปลว่าไม่มีความเกี่ยวข้องเลย เพียงแปลว่าในชุดข้อมูลนี้ความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงไม่ชัด.

8. มูลค่ารางวัลต่อบทความและต่อผู้ได้รับรางวัลสูงขึ้น

ค่าเฉลี่ยเงินรางวัลต่อบทความเพิ่มจาก 14.8 พันบาท เป็น 20.7 พันบาท และต่อผู้ได้รับรางวัลเพิ่มจาก 24.8 พันบาท เป็น 40.6 พันบาท.

ผลกระทบคือระบบมีแรงจูงใจเชิงมูลค่ามากขึ้น ซึ่งช่วยให้เม็ดเงินรวมยังขึ้นต่อได้แม้บางปีจำนวนบทความไม่ได้เร่งตาม แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเงินโตเร็วกว่าผลผลิต.

ข้อพึงปฏิบัติคือควรกำกับการขึ้นของมูลค่ารางวัลให้สัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่ต้องการจริง ส่วนข้อควรระวังคือหากมูลค่าต่อบทความขึ้นเร็วเกินไปโดยไม่คุมผลผลิต ระบบจะเสี่ยงต่อการเสียประสิทธิภาพเชิงทุนในระยะยาว.

ภาคผนวกการวิเคราะห์รายปี

สัดส่วนบทความรางวัลล่าสุด
55.2%
จาก 34.1% ในปี 2551
บทความรวม/บทความรางวัล
1.81 เท่า
ยิ่งต่ำ แปลว่าสัดส่วนบทความที่ได้รางวัลยิ่งสูง
ประสิทธิภาพสูงสุด
ปี 2551
วัดจากบทความได้รางวัลต่อ 1 ล้านบาทของงบรางวัลนักวิจัย
ต้นทุนต่อเปเปอร์ต่ำสุด
ปี 2551
วัดจากค่าใช้จ่ายรวมต่อบทความรวม
คนเพิ่มสูงสุด
+70 คน
เกิดในปี 2553
ข้อจำกัดข้อมูล
ใช้ผู้ได้รางวัลเป็นตัวแทน
ไม่มีจำนวนผู้ตีพิมพ์รวมทั้งระบบในไฟล์นี้
ชุดข้อมูลนี้ตอบได้ดีในมิติของบทความรางวัล งบรางวัล และจำนวนผู้ได้รับรางวัลรายปี แต่ไม่มีตัวแปรจำนวนผู้ตีพิมพ์รวมทั้งระบบ ดังนั้นประเด็นที่เกี่ยวกับ “ต่อคน” ในส่วนเสริมนี้ใช้จำนวนผู้ได้รับรางวัลเป็นตัวหารแทน. ค่าที่ใช้ตอบคำถามเชิงนโยบายเรื่องการเพิ่มหรือลดรางวัลจึงควรอ่านเป็นหลักฐานเชิงแนวโน้ม ไม่ใช่ผลกระทบเชิงสาเหตุที่ยืนยันแล้ว.

1. อัตราบทความทั้งหมดต่อบทความที่ได้รางวัล

ตัวชี้วัดนี้ลดจาก 2.93 เท่าในปี 2551 เหลือ 1.81 เท่าในปี 2566.

อัตราที่ลดลงแปลว่าสัดส่วนบทความที่ได้รางวัลดีขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นสัญญาณที่ดีกว่าการดูจำนวนบทความอย่างเดียว เพราะแสดงว่าผลงานรางวัลกินสัดส่วนมากขึ้นใน output ทั้งหมด.

ข้อควรระวังคือหากอัตรานี้หยุดลดหรือกลับเพิ่มขึ้น แม้บทความรวมยังโตอยู่ ก็อาจสะท้อนว่าระบบเริ่มผลิตปริมาณมากขึ้นแต่ไม่สามารถดันคุณภาพตามเกณฑ์รางวัลได้.

2. ประสิทธิภาพของเงินรางวัลในการตีพิมพ์

มองงบรางวัลนักวิจัยเป็น input และดูว่าแต่ละ 1 ล้านบาทสร้างบทความได้รางวัลกี่ชิ้นและบทความรวมกี่ชิ้น โดยปีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือปี 2551.

กราฟนี้เป็นหัวใจของการคุยเรื่องความคุ้มค่า เพราะตอบได้ตรงว่าเมื่อเงินเพิ่มขึ้น ผลลัพธ์ต่อ 1 ล้านบาทดีขึ้นหรือแผ่วลง. ในข้อมูลนี้ประสิทธิภาพไม่ได้ทรงตัว แต่มีแนวโน้มอ่อนลงจากช่วงต้น แม้ผลลัพธ์รวมยังเพิ่ม.

ข้อพึงปฏิบัติคือถ้าจะเพิ่มงบ ควรตั้งเป้าควบคู่กับตัวชี้วัดบทความต่อ 1 ล้านบาท ไม่เช่นนั้นระบบอาจโตแบบใช้เงินมากขึ้นโดยได้ผลตอบแทนต่อเม็ดเงินน้อยลง.

3. ค่าใช้จ่ายรวมต่อจำนวนเปเปอร์รวม

เส้นสีม่วงคือค่าใช้จ่ายรวมแบบเต็มรูปแบบต่อบทความรวม ส่วนเส้นสีน้ำตาลคือเฉพาะรางวัลนักวิจัยต่อบทความรวม.

กราฟนี้ช่วยถ่วงดุลการมองเชิงลบจากการที่งบโตเร็วกว่าเปเปอร์ เพราะแม้ประสิทธิภาพเชิงทุนอ่อนลงจากปีฐาน แต่ต้นทุนต่อบทความรวมในข้อมูลชุดนี้ยังไม่สูงจนบอกว่าระบบไร้ความคุ้มค่า.

ข้อควรระวังคือควรเฝ้าดูเส้นนี้มากกว่าดูแต่งบรวม เพราะหากงบเพิ่มแต่ต้นทุนต่อบทความยังคุมได้ ระบบอาจยังสมเหตุสมผลในทางบริหาร.

4. จำนวนคนตีพิมพ์เพิ่มในแต่ละปี

จากข้อมูลที่มี วัดได้เฉพาะจำนวนผู้ได้รับรางวัลที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยจุดเพิ่มสูงสุดอยู่ในปี 2553 ที่เพิ่ม 70 คน.

ความสำคัญของกราฟนี้คือช่วยแยกว่าแรงของระบบมาจากการดึงคนใหม่เข้ามา หรือจากการเร่งคนเดิมให้ผลิตมากขึ้น ซึ่งในข้อมูลนี้น้ำหนักดูจะเอนมาทางการขยายฐานคนค่อนข้างมาก.

ข้อพึงปฏิบัติคือถ้าต้องการเพิ่ม participation นี่คือกราฟที่ควรใช้ติดตามก่อน ส่วนข้อควรระวังคืออย่าอ่านแทนจำนวนผู้ตีพิมพ์ทั้งหมด เพราะตัวเลขนี้ครอบคลุมเฉพาะผู้ได้รับรางวัล.

5. การตีพิมพ์รวมและได้รางวัลต่อคน

ตัวหารของกราฟนี้คือจำนวนผู้ได้รับรางวัลในแต่ละปี จึงควรอ่านเป็น productivity ต่อผู้ได้รับรางวัล ไม่ใช่ productivity ต่อผู้ตีพิมพ์ทั้งหมด.

กราฟนี้มีประโยชน์มากเวลาออกแบบนโยบาย เพราะถ้าบทความต่อคนไม่ขึ้น แต่จำนวนคนขึ้น แปลว่าระบบทำงานผ่านการขยายฐานมากกว่าการเร่ง productivity รายคน. ถ้าต้องการผลักผลงานต่อหัวให้สูงขึ้น อาจต้องใช้มาตรการคนละแบบกับมาตรการขยายการมีส่วนร่วม.

ข้อควรระวังคือหากใช้กราฟนี้ผิดความหมาย จะทำให้สรุปสถานการณ์ของทั้งมหาวิทยาลัยแรงเกินข้อมูลที่มีอยู่จริง.

ตารางตัวชี้วัดรายปี

ปี บทความรวม/บทความรางวัล สัดส่วนบทความที่ได้รางวัล (%) บทความรางวัลต่อ 1 ล้านบาท บทความรวมต่อ 1 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรวมต่อบทความรวม (บาท) คนเพิ่มจากปีก่อน บทความรางวัลต่อคน บทความรวมต่อคน
2551 2.93 34.15 67.63 198.07 6,097.19 0.00 1.68 4.92
2552 2.48 40.32 66.39 164.67 7,468.57 32.00 1.72 4.27
2553 2.12 47.27 53.18 112.49 10,591.31 70.00 1.63 3.45
2554 2.32 43.05 65.93 153.14 8,490.59 -16.00 1.88 4.37
2555 1.92 52.12 53.64 102.92 12,311.95 65.00 1.62 3.10
2556 2.04 48.92 45.14 92.28 13,086.94 0.00 1.63 3.32
2557 2.04 49.11 47.02 95.75 12,636.71 1.00 1.75 3.56
2558 2.05 48.67 42.26 86.84 13,893.84 19.00 1.68 3.46
2559 2.33 42.89 39.03 91.02 13,586.17 -17.00 1.70 3.96
2560 2.20 45.45 39.24 86.32 13,910.24 62.00 1.66 3.66
2561 2.13 46.85 39.54 84.41 14,795.41 18.00 1.76 3.75
2562 2.14 46.82 38.59 82.43 14,318.99 47.00 1.76 3.75
2563 1.89 53.04 52.52 99.03 12,218.44 44.00 1.89 3.56
2564 1.82 54.89 55.11 100.40 12,078.86 56.00 1.91 3.49
2565 1.82 54.84 56.12 102.32 11,876.70 32.00 2.06 3.76
2566 1.81 55.20 48.32 87.55 13,910.93 1.00 1.96 3.56

ข้อมูลดิบจากไฟล์ต้นฉบับ

ปี บทความที่ได้รางวัล บทความ Scopus ทั้งหมด งบรางวัลนักวิจัย (บาท) ค่าใช้จ่ายรวมเต็มรูปแบบ (บาท) จำนวนผู้ได้รับรางวัล ทุนวิจัยรวม (บาท)
2551 168 492 2484000 2,999,816.94 100 919,260,031.00
2552 227 563 3419000 4,204,806.50 132 1,403,022,959.00
2553 329 696 6187000 7,371,551.00 202 1,253,422,835.00
2554 350 813 5309000 6,902,849.00 186 1,573,937,766.00
2555 406 779 7568800 9,591,008.33 251 1,763,569,515.00
2556 408 834 9038000 10,914,504.00 251 1,828,137,251.00
2557 440 896 9358000 11,322,493.00 252 1,956,180,644.00
2558 456 937 10789500 13,018,527.61 271 2,015,800,074.00
2559 431 1005 11041500 13,654,096.90 254 2,119,748,835.00
2560 525 1155 13380500 16,066,321.78 316 2,346,894,588.00
2561 587 1253 14844500 18,538,648.60 334 1,405,511,153.00
2562 669 1429 17335500 20,461,832.41 381 1,595,745,313.36
2563 803 1514 15288500 18,498,711.87 425 1,382,268,061.75
2564 921 1678 16712500 20,268,332.33 481 1,513,699,737.07
2565 1059 1931 18871500 22,933,908.31 513 1,052,349,429.01
2566 1009 1828 20879500 25,429,175.00 514 1,082,730,901.09

ไฟล์ตัวชี้วัดรายปีถูก export แยกไว้เป็น annual_award_metrics.csv. ค่าที่เกี่ยวกับ “ต่อคน” ใช้ฐานผู้ได้รับรางวัลต่อปี ไม่ใช่จำนวนผู้ตีพิมพ์รวมทั้งมหาวิทยาลัย.