มหาวิทยาลัยไม่ได้ขาดไอเดีย แต่ขาดระบบที่ทำให้ไอเดียเกิดผลจริง
มหาวิทยาลัยจำนวนมากไม่ได้ขาดทรัพยากร และไม่ได้ขาดไอเดีย สิ่งที่ขาดจริงคือระบบที่ทำให้ไอเดียเหล่านั้นเกิดผลจริง เพราะไอเดียที่ดี หากไม่มีโครงสร้างรองรับ ไม่มีคนรับผิดชอบ ไม่มีทิศทางร่วม และไม่มีการติดตามผล ก็อาจกลายเป็นเพียงกิจกรรมหรือโครงการที่ผ่านไป
ในช่วงเวลาที่โลกเปลี่ยนเร็ว มหาวิทยาลัยจึงไม่ควรทำงานแบบซ่อม สร้าง ซื้อ หรือจัดอีเวนต์ไปวัน ๆ เหมือนเดิม โจทย์สำคัญไม่ใช่การวิ่งให้เร็วที่สุดในแต่ละเรื่อง แต่คือการทำให้ทั้งองค์กรวิ่งไปในทิศเดียวกันได้
มุมมองนี้เปลี่ยนความหมายของภาวะผู้นำมหาวิทยาลัยอย่างสำคัญ ผู้นำไม่ใช่คนที่ต้องทำทุกอย่างเก่งที่สุด หรือเป็นเจ้าของคำตอบทุกเรื่อง แต่คือคนที่ทำให้ระบบทำงานได้จริง ทำให้คนที่มีความสามารถในองค์กรทำงานร่วมกันได้ และทำให้ไอเดียดี ๆ ไม่หล่นหายระหว่างทาง
ถ้ามหาวิทยาลัยมีคนเก่ง มีองค์ความรู้ มีเครือข่าย และมีทรัพยากรอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องเติมไม่ใช่การเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้เป็นอย่างอื่น แต่คือการออกแบบกลไกให้สิ่งที่มีอยู่ทำงานเต็มศักยภาพมากขึ้น
ระบบที่ดีต้องมีธรรมาภิบาล พัฒนาคน และสร้างทิศทางร่วม
ระบบที่ทำงานได้จริงต้องมีธรรมาภิบาล เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีความน่าเชื่อถือจะสร้างแรงต้านมากกว่าผลลัพธ์ ต้องมีระบบที่พัฒนาคนได้ เพราะมหาวิทยาลัยไม่ใช่เพียงองค์กรบริหารทรัพยากร แต่เป็นสถาบันที่สร้างคนและยกระดับศักยภาพของสังคม
ขณะเดียวกัน ระบบต้องทำให้มหาวิทยาลัยมีทิศทางที่ชัด ไม่ใช่แต่ละส่วนวิ่งตามเป้าหมายเฉพาะของตัวเองจนพลังรวมขององค์กรกระจัดกระจาย การมีทิศทางร่วมไม่ได้แปลว่าทุกหน่วยต้องเหมือนกัน แต่หมายถึงความแตกต่างต้องเชื่อมกลับมาสู่เป้าหมายใหญ่ร่วมกันได้
ผลกระทบที่ยั่งยืนเกิดจากระบบ ไม่ใช่กิจกรรมรายครั้ง
มหาวิทยาลัยสร้างผลกระทบต่อสังคมได้อย่างยั่งยืนเมื่อสิ่งที่ทำไม่ได้จบลงที่กิจกรรมหรือโครงการเดี่ยว แต่ถูกเชื่อมเป็นระบบ ตั้งแต่การตัดสินใจ การจัดสรรทรัพยากร การพัฒนาคน การสื่อสารเป้าหมาย และการวัดผลว่าการทำงานนั้นเปลี่ยนอะไรจริง
นี่คือเหตุผลที่บทบาทของผู้นำในช่วงเปลี่ยนผ่านต้องให้ความสำคัญกับexecution architecture หรือสถาปัตยกรรมของการทำให้เกิดผล ไม่ใช่เพียงการประกาศวิสัยทัศน์หรือเพิ่มโครงการใหม่
ทำให้สิ่งที่มีอยู่ทำงานเต็มศักยภาพจริง
เป้าหมายจึงไม่ใช่การเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้กลายเป็นอย่างอื่น แต่คือการทำให้สิ่งที่มหาวิทยาลัยมีอยู่แล้ว ทั้งคน ความรู้ ภารกิจ เครือข่าย และความเชื่อมั่นของสังคม ทำงานได้เต็มศักยภาพจริง
ประโยคสำคัญของบทความนี้จึงไม่ใช่คำสัญญาเชิงภาพลักษณ์ แต่เป็นคำยืนยันเชิงการบริหารว่า ถ้าจะเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้เกิดผลจริง ต้องสร้างระบบที่ทำให้คนทั้งองค์กรเคลื่อนร่วมกันได้ และทำให้ไอเดียที่ดีเดินทางไปถึงผลลัพธ์จริง