Archive

ระบบวิจัยยั่งยืนเกิดเมื่อเอกชนอยากทำ R&D และนักวิจัยมี career path จริง

การกำหนด AI, quantum, semiconductor หรือ advanced medicine เป็นเทคโนโลยีเป้าหมายยังไม่พอ หากประเทศไม่มีงานวิจัยจริง เส้นทางเติบโต และตลาดที่ทำให้คนเก่งอยู่ในระบบได้
หมวด: ระบบวิจัยและนวัตกรรม
วันที่โพสต์: 25 June 2026
ที่มา: Facebook post archive
research-career-ladder private-rd research-ecosystem innovation-policy research-workforce demand-pull
Rewritten Post
ประเทศสร้างระบบวิจัยไม่ได้ด้วยการเลือกเทคโนโลยีอย่างเดียว ต้องสร้างงานและอนาคตให้คนทำวิจัยด้วย
แผนภาพระบบวิจัยยั่งยืนที่เชื่อมบทบาทรัฐ มหาวิทยาลัย หน่วยวิจัย และ R&D ของภาคเอกชน
ระบบวิจัยยั่งยืนต้องสร้าง demand จากภาคเอกชน พร้อมบทบาทสนับสนุนของรัฐ มหาวิทยาลัย และหน่วยวิจัย

AI, quantum, semiconductor, advanced medicine และเทคโนโลยีอนาคตอื่น ๆ เป็นทิศทางสำคัญที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญอย่างจริงจัง แต่ยังมีอีกมิติที่ต้องคิดควบคู่กันไป คือเส้นทางอาชีพของคนทำวิจัย

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าเราจะเลือกเทคโนโลยีเป้าหมายอะไร แต่คือประเทศไทยจะสร้างระบบงานที่ทำให้คนวิจัยเติบโต ใช้ความเชี่ยวชาญ และมีอนาคตในสายอาชีพได้อย่างไร

ประเทศไทยต้องมี research career ladder นอกมหาวิทยาลัย

ระบบวิจัยที่เข้มแข็งต้องมีตำแหน่งอย่าง staff scientist, research engineer, principal scientist, translational researcher และ research software engineer ซึ่งเป็นอาชีพที่เติบโตได้ด้วยความสามารถด้านวิจัยและเทคนิค โดยไม่จำเป็นต้องย้ายไปเป็นผู้บริหารหรือออกจากงานวิจัยเพื่อให้มีความก้าวหน้า

หากงานวิจัยมีอยู่เฉพาะในมหาวิทยาลัยหรือเกิดตามรอบทุน คนที่ผ่านการฝึกขั้นสูงจะมีทางเลือกจำกัด หลายคนอาจออกจากระบบ ไม่ใช่เพราะไม่รักงานวิจัย แต่เพราะระบบไม่มีตำแหน่งที่มั่นคงและไม่มีบันไดให้ไต่ต่อ

โครงการวิจัยชั่วคราวไม่เท่ากับอาชีพวิจัยระยะยาว

ระบบทุนที่จ้างคนตามอายุโครงการอาจทำให้โครงการเสร็จ แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะรักษาความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทีมงานไว้ได้ เมื่อทุนสิ้นสุด นักวิจัยย้ายออก ความสามารถที่สะสมมาก็อาจกระจายหายไป และโครงการใหม่ต้องเริ่มสร้างคนซ้ำอีกครั้ง

การสนับสนุนวิจัยจึงควรมองมากกว่าจำนวนโครงการหรือผลผลิตปลายทาง ต้องเห็นด้วยว่าทุนกำลังสร้างกำลังคน เส้นทางเติบโต ระบบความรู้ และ capability ที่องค์กรหรือประเทศใช้ต่อได้หรือไม่

“ทำให้เอกชนอยากทำ R&D” ไม่ใช่ขอให้เอกชนเสียสละ

ภาคเอกชนจะลงทุน R&D อย่างต่อเนื่องเมื่อเห็นว่าเป็นทางเลือกทางธุรกิจที่คุ้มค่า มีตลาดรองรับ มีแรงจูงใจที่เหมาะสม ความเสี่ยงบางส่วนถูกลดลง และมีคนเก่งพอให้จ้างจริง การขอให้บริษัทช่วยชาติด้วยความสมัครใจไม่สามารถสร้าง demand ที่ยั่งยืนได้

หัวใจของระบบจึงอยู่ที่การทำให้บริษัทเห็นว่า “ทำวิจัยแล้วคุ้ม” เมื่อมีโจทย์จริงจากตลาด การลงทุนต่อเนื่อง และโอกาสนำนวัตกรรมไปใช้หรือแข่งขันได้ งานวิจัยจะไม่ใช่กิจกรรมข้างเคียง แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจ

รัฐควรสร้างเงื่อนไข ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเอง

บทบาทรัฐคือกำหนดทิศทางและโจทย์ประเทศ สร้างแรงจูงใจการลงทุน ปรับกติกาและระบบสนับสนุน เชื่อมมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน และใช้กลไกต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงในช่วงที่เทคโนโลยียังไม่พร้อมเข้าสู่ตลาด

ความสำเร็จไม่ได้วัดว่ารัฐทำ R&D เองมากที่สุด แต่วัดว่ารัฐสามารถทำให้ผู้เล่นจำนวนมากอยากลงทุน สร้างงาน และใช้ความรู้เพื่อแก้โจทย์จริงได้มากเพียงใด

มหาวิทยาลัยและหน่วยวิจัยต้องเป็นแหล่งสร้างคน ความรู้ และต้นแบบ

มหาวิทยาลัยและหน่วยวิจัยภาครัฐมีบทบาทสร้างนักวิจัยและวิศวกร สร้างองค์ความรู้และต้นแบบ พัฒนาแพลตฟอร์มและโครงสร้างพื้นฐาน และเป็นพื้นที่ทดลองสำหรับงานที่ยังเสี่ยงเกินกว่าภาคธุรกิจจะรับทั้งหมด

แต่ปลายทางไม่ควรหยุดที่ paper หรือต้นแบบ หากระบบเชื่อมต่อดี ความรู้และคนจะเคลื่อนไปสู่บริษัท หน่วยงาน และผู้ใช้ที่สามารถนำไปขยายผล ขณะเดียวกันโจทย์จากโลกจริงก็ย้อนกลับมาทำให้งานวิจัยมีความหมายและเข้มแข็งขึ้น

Demand pull สร้างทั้งโจทย์ งาน และแรงดึงดูดคนเก่ง

เมื่อภาคเอกชนมีแรงจูงใจและศักยภาพลงทุน R&D มากขึ้น มหาวิทยาลัยจะมีโจทย์จริงมากขึ้น นักวิจัยจะมีงานหลากหลายขึ้น และประเทศจะมีตลาดแรงงานที่รองรับคนซึ่งลงทุนเรียนรู้ระดับสูง

เมื่อความต้องการมีขนาดมากพอ ระบบจะเริ่มมี mass: บริษัทจำนวนมากมีทีม R&D, career ladder เริ่มชัด, คนเก่งเห็นอนาคตในอาชีพ และความรู้สามารถเคลื่อนจากห้องทดลองไปสู่การใช้งานจริงได้ต่อเนื่อง

เทคโนโลยีเป้าหมายต้องมาพร้อมโครงสร้างที่ทำให้คนอยู่ได้

การประกาศเทคโนโลยีเป้าหมายช่วยรวมทิศทาง แต่ไม่สามารถทดแทนระบบอาชีพ ตลาด งานวิจัยจริง และองค์กรที่พร้อมใช้ความรู้ได้ หากองค์ประกอบเหล่านี้ไม่เกิด ประเทศอาจผลิตคนเก่งแล้วส่งเขาออกจากสายวิจัย หรือสร้างต้นแบบจำนวนมากโดยไม่มีผู้รับช่วงไปใช้

หากเรามีทั้งทิศทางเทคโนโลยีที่ชัด ระบบสนับสนุนที่เหมาะสม ภาคเอกชนที่อยากลงทุน และเส้นทางอาชีพที่ทำให้คนเก่งอยู่ในระบบวิจัยได้จริง ประเทศไทยจะไม่ได้เพียงตามเทคโนโลยีใหม่ แต่จะค่อย ๆ สร้างระบบวิจัยและนวัตกรรมที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน

บทความที่เกี่ยวข้อง ยุทธศาสตร์วิจัยต้องเริ่มจากบัณฑิต ไม่ใช่เริ่มและจบที่จำนวนผลงานตีพิมพ์ มองระบบวิจัยจากคนที่ระบบผลิต เส้นทางอาชีพ และความสามารถที่ประเทศต้องใช้จริง อ่านบทความ
Original
ลิงก์อ้างอิง:
f
ประเด็นหลัก
เทคโนโลยีเป้าหมาย เส้นทางอาชีพนักวิจัย บทบาทภาคเอกชน และการออกแบบระบบ R&D ที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน
Original Facebook Post
พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า 25 มิถุนายน 2569 · แชร์กับ สาธารณะ ผมเห็นด้วยว่า AI, quantum, semiconductor, advanced medicine และเทคโนโลยีอนาคตอื่น ๆ เป็นทิศทางสำคัญของประเทศ และเป็นเรื่องที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ในฐานะคนที่อยู่ในระบบมหาวิทยาลัยและงานวิจัยมาระยะหนึ่ง ผมคิดว่ายังมีอีกมิติหนึ่งที่อยากชวนคิดควบคู่กันไป คือ เส้นทางอาชีพของคนทำวิจัย หากเราต้องการให้ประเทศมีระบบวิจัยที่เข้มแข็งและยั่งยืน คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าเราจะเลือกเทคโนโลยีเป้าหมายอะไร แต่รวมถึงคำถามว่า ประเทศไทยจะสร้าง research career ladder นอกมหาวิทยาลัยอย่างไร? เราจะมีตำแหน่งอย่าง staff scientist, research engineer, principal scientist, translational researcher หรือ research software engineer ในระบบไทยได้อย่างไร? บริษัทที่ลงทุนด้าน R&D จะสามารถรับคนสายวิจัยให้เติบโตในอาชีพได้จริงอย่างไร ไม่ใช่เพียงจ้างตามรอบโครงการหรือรอบทุน? มหาวิทยาลัยและหน่วยวิจัยภาครัฐจะมีบทบาทอย่างไรในการสร้างคน สร้างความรู้ สร้างต้นแบบ และส่งต่อองค์ความรู้ไปสู่การใช้งานจริง? ระบบทุนวิจัยจะช่วยสร้างกำลังคนวิจัยระยะยาวได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงสนับสนุนแรงงานชั่วคราวตามอายุโครงการ? ผมคิดว่าเทคโนโลยีเป้าหมายเป็นเรื่องจำเป็น แต่โครงสร้างอาชีพของคนทำวิจัยก็จำเป็นไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราอาจต้องคิดให้ชัดว่า จะทำอย่างไรให้ภาคเอกชน “อยากทำ R&D” มากขึ้น คำว่า “ทำให้เอกชนอยากทำ R&D” ไม่ได้หมายถึงการขอให้เอกชนช่วยชาติด้วยความเสียสละ แต่หมายถึงการออกแบบระบบให้ R&D เป็นทางเลือกทางธุรกิจที่คุ้มค่า มีตลาดรองรับ มีแรงจูงใจที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงบางส่วน และมีคนเก่งพอให้จ้างจริง เมื่อภาคเอกชนมีแรงจูงใจและศักยภาพในการลงทุน R&D มากขึ้น งานวิจัยก็จะมีโจทย์จริงมากขึ้น มหาวิทยาลัยและหน่วยวิจัยภาครัฐก็จะมีพื้นที่ในการปล่อยของมากขึ้น และนักวิจัยที่ระบบการศึกษาผลิตขึ้นมาก็จะมีเส้นทางอาชีพที่หลากหลายและมั่นคงมากขึ้น หากเรามีทั้งทิศทางเทคโนโลยีที่ชัด มีระบบสนับสนุนที่เหมาะสม และมีเส้นทางอาชีพที่ทำให้คนเก่งอยู่ในระบบวิจัยได้จริง ประเทศไทยก็จะไม่ได้เพียง “ตามเทคโนโลยีใหม่” แต่จะค่อย ๆ สร้างระบบวิจัยและนวัตกรรมที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง