Archive

อย่าเริ่มแผนแม่บทด้วยคำว่า “ใช้ AI” ให้เริ่มจากคนที่เราอยากสร้าง

เทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบของแผน ไม่ใช่ภาพปลายทาง—คำถามแรกจึงควรเป็นว่าเราต้องการอนาคตแบบใด และต้องการให้คนของเราเติบโตเป็นใคร
หมวด: ยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยในยุค AI
วันที่โพสต์: 12 August 2026
ที่มา: Facebook post archive
ai-strategy student-persona future-of-university human-centered-design higher-education capability-building
Rewritten Post
ออกแบบอนาคตก่อน แล้วจึงเลือกบทบาทของ AI
ภาพ Persona ของนิสิตห้าแบบในยุค AI ในบริบทเกษตรและอาหาร
Persona ช่วยเปลี่ยนคำถามจาก “จะใช้ AI อะไร” เป็น “ต้องสร้างคนและประสบการณ์แบบใด”

เมื่อได้รับโจทย์ให้ช่วยคิดแผนแม่บทว่าองค์กรควร “ใช้ AI” อย่างไร ผมเห็นว่า AI เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่ถ้าเริ่มต้นด้วยชื่อเทคโนโลยี เราอาจปล่อยให้เครื่องมือเป็นผู้กำหนดทิศทางแทนองค์กร

โจทย์ที่เหมาะกว่าคือ เราจะออกแบบอนาคตอย่างไร ในเมื่อ AI จะยังอยู่กับเรา คำถามนี้ไม่ปฏิเสธ AI และไม่ยอมจำนนต่อ AI แต่ให้มนุษย์กลับมาเป็นผู้กำหนดภาพปลายทาง

แผนแม่บทต้องเริ่มจากภาพอนาคต ไม่ใช่รายการจัดซื้อ

การออกแบบอนาคตไม่ใช่เพียงนำปัจจุบันมาเพิ่มประสิทธิภาพทีละน้อย เราต้องมองให้เห็นก่อนว่าประสบการณ์ ระบบงาน หรือคนที่อยากให้เกิดขึ้นมีหน้าตาอย่างไร แล้วจึงย้อนกลับมาหาว่าต้องเปลี่ยนอะไรและเทคโนโลยีควรรับบทบาทใด

หากข้ามภาพปลายทาง เราอาจได้โครงการจำนวนมาก—สิทธิใช้ AI, supercomputer, data center, วิชาบังคับ, การอบรมอาจารย์ หรือโครงการ reskill/upskill—แต่ไม่รู้ว่าเมื่อนำมารวมกันแล้วกำลังพาองค์กรไปที่ใด สิ่งเหล่านี้อาจจำเป็น แต่ไม่ใช่วิสัยทัศน์ในตัวเอง

Persona เป็นตุ๊กตาสำหรับคิด ไม่ใช่ป้ายติดตัวนิสิต

เมื่อต้องออกแบบการพัฒนาคน เราสามารถใช้ Persona เพื่อทำให้ภาพผู้เรียนที่มีความต้องการ โอกาส และความเสี่ยงต่างกันมองเห็นได้ชัดขึ้น Persona ไม่ได้มีไว้ตัดสินว่าคนหนึ่งเป็นประเภทใดตลอดไป แต่ช่วยให้เราถามว่าองค์กรควรสร้างเส้นทางสนับสนุนแบบใด

1. AI-Native Achiever

ผู้เรียนที่คล่องเทคโนโลยี เรียนรู้เองเร็ว และใช้ AI สร้างความสามารถใหม่ เช่น โมเดลตรวจโรคพืชหรือระบบทำนายผลผลิต สิ่งที่เขาต้องการอาจไม่ใช่วิชาแนะนำ AI เพิ่ม แต่เป็นโจทย์ยาก ข้อมูลจริง ที่ปรึกษา และพื้นที่ให้ทดลองเกินขอบหลักสูตร

2. AI-Augmented Professional

ผู้เรียนหรือผู้เชี่ยวชาญที่มีฐานวิชาชีพแข็งแรง และใช้ AI ขยายความสามารถ เช่น วิเคราะห์โรคพืช สูตรอาหาร หรือข้อมูลราคาเกษตร กลุ่มนี้ชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนเป็นนักพัฒนาโมเดล แต่ต้องทำให้ใช้ AI บนฐานความรู้เฉพาะทางได้อย่างรับผิดชอบ

3. AI-Dependent Student

ผู้เรียนที่ใช้ AI มาก แต่ความเข้าใจของตนเองไม่เติบโตตาม เขาอาจส่งรายงานหรือวิเคราะห์ข้อมูลได้โดยอธิบายไม่ได้ว่าคำตอบถูกหรือผิดเพราะอะไร ความเสี่ยงนี้ต้องแก้ผ่านรูปแบบการเรียนและการประเมินที่ยังเห็นกระบวนการคิด การตรวจสอบ และความสามารถที่คงอยู่เมื่อไม่มี AI

4. AI-Anxious / Late Adopter

คนที่มีความรู้ มีข้อมูล และมีโจทย์จริง แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะเริ่มต้นใช้ AI อย่างไร หรือเข้าใจว่า AI เป็นเรื่องของคนสายคอมพิวเตอร์เท่านั้น คนกลุ่มนี้ต้องการจุดเริ่มต้นที่ปลอดภัย ตัวอย่างจากวิชาชีพของตน และเพื่อนร่วมทาง มากกว่าคำสั่งให้ปรับตัว

5. AI Builder / Entrepreneur

คนที่ไม่ได้ใช้ AI เพียงทำงานเดิมให้เร็วขึ้น แต่ใช้สร้างสิ่งใหม่ เช่น แอปตรวจโรคพืช ระบบคัดเกรดผลไม้ หรือระบบลด food waste การสนับสนุนเขาต้องเชื่อมความรู้ทางเทคนิค ความเข้าใจผู้ใช้ การทดลองภาคสนาม ทรัพย์สินทางปัญญา เงินทุน และเครือข่ายผู้ใช้จริงเข้าด้วยกัน

6. The Disillusioned High-Potential Student

Persona ที่ผมกังวลที่สุดคือเด็กเก่งซึ่งเริ่มถามว่า “ถ้าผมเรียนเองกับ AI ได้เร็วกว่านั่งเรียน แล้วผมมามหาวิทยาลัยทำไม?” เขาเรียนจากแหล่งออนไลน์ เข้าถึงเครื่องมือระดับโลก สร้างโครงการและ portfolio เอง และหา community ได้โดยไม่ต้องรอมหาวิทยาลัย

สิ่งที่เขาต้องการจึงอาจไม่ใช่ content เพิ่ม แต่เป็นสายธารของคุณค่าที่หาเองได้ยาก:

คนเก่ง → โจทย์จริง → ห้องทดลอง → network → credential → opportunity

ถ้ามหาวิทยาลัยมอบสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ผู้เรียนศักยภาพสูงอาจไม่ได้ออกจากมหาวิทยาลัยทันที แต่จะค่อย ๆ ถอนตัวทางความคิด เรียนเพื่อผ่านระบบ ขณะที่การเติบโตจริงเกิดขึ้นที่อื่น

คำถามชี้ขาดคือ AI ขยายหรือหยุดศักยภาพของคน

การแบ่งว่าใครใช้หรือไม่ใช้ AI อาจไม่ใช่เส้นแบ่งที่สำคัญที่สุด สิ่งที่ควรถามคือ AI ทำให้เขาเข้าใจลึกขึ้น สร้างสิ่งที่ยากขึ้น และรับผิดชอบต่อผลงานได้มากขึ้น หรือทำให้เขาหยุดพัฒนาความสามารถของตนเอง

เมื่อความรู้และคำอธิบายมีราคาถูกลงอย่างมาก มหาวิทยาลัยต้องตอบให้ได้ว่าตนสร้างคุณค่าอะไรที่นิสิตหาเองจาก AI ไม่ได้ คำตอบนี้ควรเป็นแกนที่เชื่อมหลักสูตร คน ทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน และโครงการต่าง ๆ เข้าด้วยกัน

จาก Persona สู่แผนที่ตัดสินใจได้

เมื่อเห็นผู้เรียนหลายแบบ องค์กรจึงค่อยกำหนดว่าอยากเพิ่มคนลักษณะใด ลดความเสี่ยงใด และช่วยให้คนเคลื่อนจากสถานะหนึ่งไปสู่อีกสถานะหนึ่งอย่างไร จากนั้นจึงออกแบบสภาพแวดล้อม หลักสูตร ทรัพยากร โอกาส และตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับเป้าหมาย

แผนแม่บทที่ดีจึงไม่ใช่รายการสิ่งที่องค์กรจะทำเกี่ยวกับ AI แต่เป็นคำอธิบายที่ชัดว่าองค์กรต้องการสร้างคนและอนาคตแบบใด เหตุใดจึงเลือกทำบางอย่าง และแต่ละการลงทุนช่วยพาไปถึงภาพนั้นอย่างไร

Original
ลิงก์อ้างอิง:
f
วิธีอ่าน Persona
Persona เป็นเครื่องมือช่วยออกแบบและตั้งคำถาม ไม่ใช่ผลสำรวจเชิงสถิติหรือประเภทบุคลิกถาวรของผู้เรียนแต่ละคน
Original Facebook Post
พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า 12 สิงหาคม 2569 · แชร์กับ สาธารณะ ผมได้รับโจทย์ในการเป็นที่ปรึกษาเรื่องแผนแม่บทขององค์กรหนึ่ง ว่าในอนาคตควรจะ “ใช้ AI” อย่างไร ผมก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ยุคนี้ คงหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว แต่สิ่งที่ผมเคยพูดมาหลายครั้งก็คือ ถ้าเราเริ่มต้นโจทย์ด้วยคำว่า “ใช้ AI” เราอาจลงเอยด้วยการเป็นทาสเทคโนโลยีครับ ผมไม่ได้หมายความว่า “ไม่ใช้” เช่นกันนะครับ ผมเห็นอาการสุดโต่งอีกด้านที่พอพูดถึง AI แล้วก็จะหักดิบว่าไม่เอา ไม่ใช้ ไม่เชื่อ ผมก็ไม่อยากบอกว่าท่านไหนคิดผิดหรือคิดถูก เพียงแต่ผมคิดไม่เหมือนกัน เพราะสุดท้ายมนุษย์เป็นคนพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาเอง จะดี จะชั่ว จะเอามาสร้างประโยชน์ หรือเอามาทำร้ายกัน มนุษย์ก็คงหนีไม่พ้นการอยู่ร่วมกับเทคโนโลยี ทีนี้ จากโจทย์ที่เขาให้มา ผมคิดว่าโจทย์น่าจะเปลี่ยนเสียใหม่เป็นว่า เราจะออกแบบอนาคตอย่างไร ในเมื่อ AI ยังจะอยู่กับเรา สิ่งหนึ่งที่งานทางคอมพิวเตอร์ใช้ในการออกแบบก็คือ “ฝัน” ครับ หนักกว่า AI อีก 555 จริง ๆ ในงาน UX Design เราพยายามมองให้เห็นก่อนว่า ประสบการณ์หรือโลกที่เราอยากให้เกิดขึ้นควรเป็นอย่างไร ถ้าจะขยายความ ผมชอบยกตัวอย่าง Steve Jobs ว่าเขาคงไม่ได้ออกแบบ iPhone จากการไปสำรวจว่าคนสมัยนั้นอยากใช้โทรศัพท์กันอย่างไร เพราะถ้าถามในเวลานั้น สิ่งที่ได้อาจเป็นโทรศัพท์ที่ปุ่มใหญ่ขึ้น กดง่ายขึ้น แบตเตอรี่อึดขึ้น หรือมีฟังก์ชันเดิมที่ดีขึ้นอีกหน่อย การออกแบบอนาคตจึงต้องเริ่มจากการฝันว่า เป้าหมายในอนาคตควรมีหน้าตาอย่างไร ไม่ใช่เริ่มจากปัจจุบันแล้วถามว่าจะเอา AI ไปใส่ตรงไหน การมีวิสัยทัศน์มีความจำเป็นก็ตรงนี้แหละครับ ว่าเราจะมองเห็นภาพปลายทางได้หรือไม่ และจะทำความฝันนั้นให้เป็นจริงได้อย่างไร ว่าจะมองเห็นภาพปลายทางได้หรือไม่ และจะทำความฝันนั้นให้เป็นจริงได้อย่างไร ทีนี้ ถ้าโจทย์คือการพัฒนาคน เราก็ควรมีภาพของคนที่เราอยากให้เป็นให้ชัดพอสมควร ในงานออกแบบเรามักใช้สิ่งที่เรียกว่า Persona เป็น “ตุ๊กตา” สำหรับช่วยคิด ผมลองยกตัวอย่างตามรูปว่า สมมุติเราจะออกแบบ Persona ของนิสิตทางด้านเกษตรและอาหารที่เกี่ยวข้องกับ AI เราอาจเห็นคนอยู่หลายแบบ เช่น 1. AI-Native Achiever คนที่คล่องเทคโนโลยี เรียนรู้เองเร็ว และใช้ AI สร้างความสามารถใหม่ เช่น สร้างโมเดลตรวจโรคพืช หรือทำนายผลผลิต 2. AI-Augmented Professional คนที่เก่งในวิชาชีพของตัวเองอยู่แล้ว และใช้ AI มาช่วยขยายความสามารถ เช่น วิเคราะห์โรคพืช วิเคราะห์สูตรอาหาร หรือวิเคราะห์ข้อมูลราคาเกษตร 3. AI-Dependent Student คนที่ใช้ AI มาก แต่ความเข้าใจของตัวเองไม่ได้โตตาม เช่น ให้ AI ทำรายงาน วิเคราะห์ข้อมูล หรือคิดแทน จนสุดท้ายตัวเองอธิบายไม่ได้ว่าผลที่ได้ถูกหรือผิดเพราะอะไร 4. AI-Anxious / Late Adopter คนที่มีความรู้ในสาขาของตัวเอง มีข้อมูล มีโจทย์ แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะเริ่มใช้ AI อย่างไร หรือยังรู้สึกว่า AI เป็นเรื่องของคนสายคอมพิวเตอร์ 5. AI Builder / Entrepreneur คนที่ไม่ได้ใช้ AI แค่ช่วยทำงานเดิม แต่เอา AI ไปสร้างสิ่งใหม่ เช่น แอปตรวจโรคพืช ระบบคัดเกรดผลไม้ หรือระบบลด food waste เมื่อเราได้ภาพคนทั้งห้าแบบนี้ เราก็เอามาเป็น “ตุ๊กตา” เพื่อคิดต่อว่า สุดท้ายจริง ๆ แล้วเราอยากให้คนของเราเป็นอย่างไร อยากให้มีคนแต่ละแบบมากน้อยแค่ไหน แบบไหนอยากส่งเสริม แบบไหนเป็นสิ่งที่ต้องระวัง แล้วจึงค่อยย้อนกลับมาวางแผนว่า จะต้องสร้างสภาพแวดล้อม หลักสูตร ทรัพยากร หรือโอกาสแบบใดจึงจะพาคนไปถึงเป้าหมายนั้น ไม่ใช่เริ่มต้นด้วยการ 1) ซื้อ AI มาแจก — ซึ่งผมไม่ได้ห้ามนะครับ มีก็ดี ผมก็อยากได้ — 2) ซื้อ supercomputer มาตั้ง 3) สร้าง data center ใหม่ 4) เปิดวิชา AI บังคับทุกคนเรียนเพิ่มสามตัวโดยยังไม่รู้ว่าจะสอนอย่างไร ใครสอน และทรัพยากรอยู่ที่ไหน 55 5) ให้อาจารย์ด้านอาหารไปเรียน AI เพิ่มเพื่อกลับมาสอน AI 6) ให้อาจารย์ภาคคอมพ์สอน AI มันทั้งมหาวิทยาลัยเลย หรือ 7) เปิดโครงการบูรณาการ ทำ reskill/upskill ได้ของใหม่ ได้ตัวชี้วัดด้วย อย่างไรก็แล้วแต่ สู้ ๆ ครับ ผมว่าหลายท่านคงเริ่มรู้สึกคุ้น ๆ เพราะสิ่งที่พูดมานี้ เราก็ทำกันแทบทุกอย่างแล้ว ผมไม่ได้บอกว่าสิ่งเหล่านี้ผิดนะครับ หลายอย่างจำเป็นด้วยซ้ำ แต่คำถามคือ เราทำทั้งหมดนี้ไปเพื่อสร้างคนแบบไหน ถ้าตอบคำถามนี้ไม่ได้ เราก็อาจมีโครงการเต็มไปหมด แต่ละโครงการดูดี ดูขยัน ดูทำเยอะ เมื่อมองแยกกัน ทว่าพอเอามารวมกันแล้วกลับไม่รู้ว่าจะพาเราไปไหน Steve Jobs ก็ไม่ได้ทำทุกอย่างครับ เขามีภาพปลายทาง เลือกทำบางอย่าง และพยายามทำตามความฝันนั้น ก็ลองเอาไปคิดต่อกันครับว่า Persona ของนิสิตไทยในยุค AI ที่เราอยากเห็นควรเป็นแบบไหน แต่สำหรับผม มีอีกแบบหนึ่งที่ผมกลัวที่สุด คือแบบที่ 6 6. The Disillusioned High-Potential Student เด็กเก่งที่วันหนึ่งเริ่มตั้งคำถามว่า “ถ้าผมเรียนเองกับ AI ได้เร็วกว่านั่งเรียน แล้วผมมามหาวิทยาลัยทำไม?” เพราะวันนี้เขาเรียนจาก YouTube, Coursera, GitHub, ChatGPT หรือ Codex ได้ สร้าง portfolio เองได้ ทำ project จริงเองได้ และหา community ระดับโลกเองได้ ถ้าเป็นอย่างนั้น สิ่งที่เขาต้องการจากมหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่ “content” อีกต่อไป แต่คือ คนเก่ง → โจทย์จริง → ห้องทดลอง → network → credential → opportunity ดังนั้น สำหรับผม ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่านิสิตใช้ AI หรือไม่ใช้ AI แต่คือ AI ทำให้ศักยภาพของเขาเพิ่มขึ้น หรือทำให้เขาหยุดพัฒนาตัวเอง และคำถามนี้นำไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าการถามว่า “มหาวิทยาลัยควรสอน AI อะไร?” คือ เมื่อ AI ทำให้ความรู้ราคาถูกลงอย่างมหาศาล มหาวิทยาลัยยังสร้างคุณค่าอะไรที่นิสิตหาเองจาก AI ไม่ได้?
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง