Archive

PISA 2025: จุดแข็งที่น่าต่อยอดของเด็กไทยด้าน Computational Problem Solving

คะแนน 476 ของไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD 24 คะแนน ช่องว่างเล็กกว่าวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่านอย่างชัดเจน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าเราต้องแก้จุดอ่อนอะไร แต่รวมถึงว่าจะต่อยอดศักยภาพด้านการแก้ปัญหานี้อย่างไร
หมวด: การศึกษาและทักษะแห่งอนาคต
วันที่โพสต์: 09 September 2026
ที่มา: Facebook post archive
pisa-2025 computational-thinking problem-solving education digital-learning thailand
Rewritten Post
คะแนนที่ชวนให้มองศักยภาพของเด็กไทยจากอีกมุมหนึ่ง
ภาพ PISA 2025 Computational Problem Solving แสดงคะแนนไทย 476 และค่าเฉลี่ย OECD 500 พร้อมภาพแขนกลและบล็อกคำสั่ง
PISA 2025 Computational Problem Solving: ไทย 476 คะแนน และค่าเฉลี่ย OECD 500 คะแนน

ผล PISA 2025 มีตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจมาก: นักเรียนไทยได้ 476 คะแนนด้าน Computational Problem Solving ขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 500 คะแนน ต่างกัน 24 คะแนน

ช่องว่างนี้ยังหมายความว่าไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD แต่มีขนาดเล็กกว่าช่องว่างในวิทยาศาสตร์ 50 คะแนน คณิตศาสตร์ 56 คะแนน และการอ่าน 69 คะแนน จึงเป็นสัญญาณที่ควรทำความเข้าใจ ไม่ใช่เพื่ออวยว่าระบบการศึกษาไทยดีแล้ว แต่เพื่อค้นหาศักยภาพที่เราอาจต่อยอดได้

ค่าเฉลี่ย OECD ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของทุกประเทศที่เข้าสอบ

OECD คือองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ปัจจุบันมีสมาชิก 38 ประเทศ ค่า OECD average จึงเป็นค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของประเทศและเขตเศรษฐกิจทั้งหมดที่เข้าร่วม PISA

ไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก OECD แต่ OECD เปิดการเจรจารับไทยเข้าเป็นสมาชิกในเดือนมิถุนายน 2024 และกำลังอยู่ในกระบวนการตรวจประเมินกฎหมาย นโยบาย และมาตรฐานตามแผนภาคยานุวัติ

ไทยอยู่ตรงไหนในแต่ละด้าน

เมื่อจัดอันดับจากประเทศและเขตเศรษฐกิจที่มีคะแนน โดยไม่นับแถว OECD average และใช้อันดับจากคะแนนจำนวนเต็มที่เผยแพร่ ผลของไทยคือ อันดับ 40 ร่วมจาก 85 แห่ง ใน Computational Problem Solving ด้วย 476 คะแนน

ส่วนวิทยาศาสตร์อยู่ที่ 432 คะแนน อันดับ 53 จาก 91 แห่ง; คณิตศาสตร์ 407 คะแนน อันดับ 57 ร่วมจาก 90 แห่ง; และการอ่าน 392 คะแนน อันดับ 59 ร่วมจาก 90 แห่ง จำนวนผู้เข้าร่วมที่มีคะแนนไม่เท่ากันในแต่ละด้าน จึงต้องระบุฐานของอันดับทุกครั้ง

Recycling Claw วัดอะไร

ตัวอย่างข้อสอบที่ OECD เปิดเผยชื่อ Recycling Claw ให้นักเรียนสร้างหรือแก้โปรแกรมแบบบล็อกเพื่อควบคุมแขนกลคัดแยกวัตถุ นักเรียนสามารถรันโปรแกรม ดูผล ย้อนกลับมาแก้ไข และใช้ตัวอย่างช่วยเรียนรู้แนวคิดอย่าง repeat และเงื่อนไขได้

จึงไม่ใช่ข้อสอบที่วัดว่าเด็กจำภาษา Python หรือ C++ ได้หรือไม่ แต่กำลังดูว่าเด็กแยกปัญหาเป็นขั้นตอน มองหารูปแบบ สร้างวิธีแก้ ทดลองจากผลลัพธ์ ตรวจหาข้อผิดพลาด และปรับวิธีแก้ให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้เพียงใด

คะแนนให้กับกระบวนการ ไม่ใช่เพียงคำตอบสุดท้าย

เกณฑ์ของโจทย์ Learn 3 ให้คะแนนแบบหลายระดับ หากโปรแกรมขยับวัตถุได้ก็มีคะแนนบางส่วน หากนำวัตถุไปยังตำแหน่งเป้าหมายได้จะได้คะแนนเพิ่ม และระดับสูงสุดต้องทำสำเร็จด้วยโปรแกรม 8 บล็อก โดยมีบล็อกทำซ้ำอย่างน้อยสองชุดตามเงื่อนไขที่กำหนด

OECD อธิบายด้วยว่าแบบประเมินนี้เปิดให้นักเรียนใช้ feedback และทรัพยากรระหว่างทำข้อสอบ คะแนนจึงสะท้อนทั้งความรู้เดิมและความสามารถในการเรียนรู้ ปรับตัว และตอบสนองภายในสถานการณ์ทดสอบ ซึ่งแตกต่างจากการตีความคะแนนวิชาหลักบางส่วน

จุดแข็งนี้ยังมีเพดานจากทักษะพื้นฐาน

คะแนน 476 อาจสะท้อนว่าเด็กไทยมีศักยภาพด้านการทดลอง การคิดเป็นขั้นตอน และการแก้ปัญหาผ่านเครื่องมือดิจิทัลมากกว่าที่คะแนนวิชาพื้นฐานเพียงอย่างเดียวทำให้เราเห็น แต่คำว่า “อาจ” สำคัญ เพราะคะแนนเฉลี่ยระดับประเทศไม่สามารถอธิบายสาเหตุได้ด้วยตัวเอง

ในเวลาเดียวกัน การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ยังเป็นฐานสำคัญของการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน จุดแข็งด้าน computational problem solving จึงไม่ใช่เหตุผลให้ละเลยวิชาพื้นฐาน แต่เป็นโอกาสออกแบบการเรียนรู้ที่ใช้การสร้าง ทดลอง และแก้ไขเป็นสะพานกลับไปเสริมทักษะเหล่านั้น

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ทำไมคะแนนวิชาหลักของเราจึงต่ำ” แต่รวมถึงว่า เราจะต่อยอดจุดแข็งด้านการแก้ปัญหานี้อย่างไร โดยไม่ปล่อยให้ข้อจำกัดด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์กลายเป็นเพดานของเด็กไทย

ข้อมูลผลการประเมินต้นทาง PISA 2025 Results: Thailand Country note และตารางเปรียบเทียบผลของไทยจาก OECD เปิดรายงาน OECD ตัวอย่างข้อสอบและเกณฑ์ให้คะแนน Recycling Claw ดูโจทย์ที่เปิดเผย ขั้นตอนการเรียนรู้ และ extended partial credit scoring จาก OECD ดูตัวอย่างข้อสอบ
Original
ลิงก์อ้างอิง:
f
หมายเหตุการตรวจสอบ
คะแนน ช่องว่างจากค่าเฉลี่ย OECD จำนวนประเทศและเขตเศรษฐกิจ อันดับจากคะแนนจำนวนเต็ม และเกณฑ์ให้คะแนน Recycling Claw ตรวจสอบกับรายงานและตารางข้อมูล PISA 2025 ของ OECD แล้ว
Original Facebook Post
พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า 9 กันยายน 2569 เวลา 07:46 น. · แชร์กับ สาธารณะ คะแนน PISA 2025 ของไทยมีจุดหนึ่งที่น่าสนใจมากครับ นั่นคือ Computational Problem Solving หรือความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงคำนวณ ซึ่งไทยได้ 476 คะแนน ขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 500 คะแนน ต่างกันเพียง 24 คะแนน ก่อนดูตัวเลข ต้องเข้าใจก่อนว่า OECD หรือองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา เป็นองค์การระหว่างประเทศด้านเศรษฐกิจ สังคม และนโยบายสาธารณะ ปัจจุบันมีสมาชิก 38 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาและระบบเศรษฐกิจค่อนข้างสูง ค่า OECD average จึงหมายถึงค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของทุกประเทศที่เข้าสอบ PISA เพราะประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกก็เข้าร่วมการประเมินได้ ประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก OECD แต่เข้าสู่กระบวนการสมัครอย่างเป็นทางการแล้ว โดย OECD เปิดการเจรจากับไทยในเดือนมิถุนายน 2024 ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการตรวจประเมินกฎหมาย นโยบาย และมาตรฐานด้านต่าง ๆ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี เมื่อจัดอันดับจากประเทศและเขตเศรษฐกิจที่มีคะแนน โดยไม่นับแถว OECD average ผลของไทยเป็นดังนี้ * Computational Problem Solving: 476 คะแนน — อันดับ 40 ร่วมจาก 85 แห่ง — ต่ำกว่า OECD 24 คะแนน * Science: 432 คะแนน — อันดับ 53 จาก 91 แห่ง — ต่ำกว่า OECD 50 คะแนน * Mathematics: 407 คะแนน — อันดับ 57 ร่วมจาก 90 แห่ง — ต่ำกว่า OECD 56 คะแนน * Reading: 392 คะแนน — อันดับ 59 ร่วมจาก 90 แห่ง — ต่ำกว่า OECD 69 คะแนน จำนวนประเทศที่ใช้จัดอันดับไม่เท่ากัน เพราะบางแห่งไม่มีคะแนนในบางด้าน แล้วข้อสอบ Computational Problem Solving หน้าตาเป็นอย่างไร? ตัวอย่างข้อสอบจริงที่ OECD เปิดเผยชื่อว่า Recycling Claw นักเรียนต้องเขียนโปรแกรมแบบบล็อกเพื่อควบคุมแขนกลให้คัดแยกวัตถุไปยังตำแหน่งเป้าหมาย พูดให้ง่ายคือ โจทย์มีลักษณะประมาณนี้ > จงเรียงบล็อกคำสั่งให้แขนกลเคลื่อนที่ หยิบ และนำวัตถุไปวางให้ตรงกับภาพเป้าหมาย โดยสามารถทดลองรันโปรแกรม ตรวจดูผล แล้วกลับมาแก้ไขคำสั่งได้ เด็กไม่ได้ตอบเพียงว่าควรเดินซ้ายหรือขวา แต่ต้องสร้างวิธีแก้ปัญหา ทดลอง และแก้ข้อผิดพลาดด้วยตนเอง การให้คะแนนก็ไม่ได้ดูแค่ว่าได้คำตอบสุดท้ายหรือไม่ * ถ้าโปรแกรมขยับวัตถุได้บางส่วน ก็ได้คะแนนบางส่วน * ถ้านำวัตถุไปถึงตำแหน่งเป้าหมายได้ ก็ได้คะแนนเพิ่ม * ถ้าใช้คำสั่งทำซ้ำหรือ repeat เพื่อลดขั้นตอน และสร้างโปรแกรมที่สั้นมีประสิทธิภาพ ก็ได้คะแนนระดับสูงขึ้น * ในข้อหนึ่ง การได้คะแนนสูงสุดต้องแก้ปัญหาได้สำเร็จโดยใช้เพียง 8 บล็อกคำสั่ง และใช้โครงสร้างทำซ้ำอย่างเหมาะสม จึงไม่ใช่ข้อสอบเขียนโปรแกรมที่วัดว่าเด็กจำภาษา Python หรือ C++ ได้หรือไม่ แต่กำลังวัดว่าเด็กสามารถ * แยกปัญหาออกเป็นขั้นตอน * มองหารูปแบบที่เกิดซ้ำ * สร้างวิธีแก้ * ทดลองและเรียนรู้จากผลลัพธ์ * ตรวจหาข้อผิดพลาด * ปรับวิธีแก้ให้มีประสิทธิภาพขึ้น เมื่อเห็นตัวอย่างโจทย์เช่นนี้ คะแนน 476 ของไทยจึงน่าสนใจกว่าเดิม เพราะอาจสะท้อนว่าเด็กไทยมีศักยภาพด้านการทดลอง การคิดเป็นขั้นตอน และการแก้ปัญหาผ่านเครื่องมือดิจิทัล มากกว่าที่คะแนนวิชาพื้นฐานสะท้อนออกมา อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่าผลการศึกษาของไทยดีแล้ว เพราะคะแนนการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ยังน่าเป็นห่วง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ทำไมคะแนนวิชาหลักของเราจึงต่ำ” แต่รวมถึงว่า เราจะต่อยอดจุดแข็งด้านการแก้ปัญหานี้อย่างไร โดยไม่ปล่อยให้ข้อจำกัดด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ กลายเป็นเพดานของเด็กไทย
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง