หนึ่งคะแนนให้คนที่พร้อมตั้งคำถาม และพร้อมติดตามคำตอบ
ผมเชื่อว่ากรรมการสภามหาวิทยาลัยไม่ควรทำหน้าที่เพียงรับทราบสิ่งที่ฝ่ายบริหารเสนอ แต่ต้องกล้าตั้งคำถาม เสนอทางเลือก และติดตามให้เกิดผล
หน้าที่นี้ไม่ได้หมายถึงการคัดค้านทุกเรื่อง แต่คือการทำให้ข้อเสนอสำคัญผ่านการพิจารณาจากหลายมุม เห็นผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติงาน และมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นหลังมติถูกออกไปแล้ว
กรรมการสภาไม่ใช่ผู้รับฟังปลายทาง
เอกสารที่เข้าสภามักผ่านการเตรียมจากฝ่ายบริหารมาแล้ว แต่การมีข้อมูลจำนวนมากไม่ได้รับประกันว่าคำถามสำคัญถูกตอบครบ กรรมการต้องช่วยตรวจสมมติฐาน ทางเลือก ความเสี่ยง ทรัพยากร และตัวชี้วัดความสำเร็จ ก่อนที่ข้อเสนอจะกลายเป็นภาระผูกพันของมหาวิทยาลัย
การรับทราบมีความจำเป็นในบางเรื่อง แต่ไม่ควรถูกใช้แทนการกำกับ เมื่อเรื่องหนึ่งต้องมีการดำเนินการต่อ สภาควรรู้ว่าใครเป็นเจ้าภาพ จะรายงานกลับเมื่อใด และผลที่คาดหวังคืออะไร
ความเป็นอิสระทำให้คำถามมีพื้นที่
ผมมีประสบการณ์ในสภา แต่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายบริหาร จึงสามารถพิจารณาข้อเสนอโดยไม่ต้องปกป้องผลงานหรือสายการบังคับบัญชาของตนเอง ความเป็นอิสระไม่ใช่การยืนอยู่คนละฝ่าย แต่คือความสามารถในการใช้หลักการและข้อมูลตัดสินเรื่องโดยไม่ถูกบทบาทบริหารครอบไว้
กรรมการจากคณาจารย์ประจำยังมีหน้าที่เชื่อมโลกของนโยบายกับโลกของผู้ปฏิบัติงานจริง ทำให้ผลกระทบที่เกิดในภาควิชา ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ และหน่วยงานสนับสนุนไม่หายไประหว่างชั้นของการรายงาน
ประสบการณ์ต้องมองเห็นได้ผ่านเรื่องที่เสนอ
ตลอดวาระที่ผ่านมา ผมเสนอประเด็นเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยในยุค AI การสนับสนุนภาควิชาและคณาจารย์ การปรับโครงสร้างงานวิจัยและสารสนเทศ การลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน และความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ
หัวข้อเหล่านี้ดูต่างกัน แต่มีแกนร่วมคือการทำให้ระบบมหาวิทยาลัยใช้ทรัพยากรเพื่อภารกิจหลัก มีข้อมูลพอต่อการตัดสินใจ และรับผิดชอบต่อผลที่เกิดกับคนทำงานและอนาคตขององค์กร
ตั้งคำถามต้องมาพร้อมทางเลือก
คำถามที่ดีไม่ควรหยุดที่การบอกว่าข้อเสนอมีปัญหา หากเป็นไปได้ควรช่วยเปิดทางเลือก เปรียบเทียบผลดีผลเสีย และระบุข้อมูลที่ยังขาด เพื่อให้ฝ่ายบริหารสามารถกลับไปปรับปรุงข้อเสนอได้อย่างเป็นรูปธรรม
วิธีนี้ทำให้การทักท้วงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคุณภาพ ไม่ใช่การเผชิญหน้าระหว่างคนเห็นด้วยกับคนคัดค้าน และช่วยให้สภาทำหน้าที่กำกับโดยไม่ลงไปบริหารแทน
การติดตามคือครึ่งหลังของความรับผิดชอบ
หลายเรื่องได้รับคำตอบในห้องประชุม แต่คำตอบนั้นยังไม่เท่ากับผลลัพธ์ กรรมการต้องกลับมาดูว่ามติถูกนำไปทำอย่างไร ปัญหาที่รับว่าจะดำเนินการได้รับการแก้หรือไม่ และหากไม่เป็นไปตามแผน เหตุผลและทางเลือกใหม่คืออะไร
วงจรที่สมบูรณ์จึงไม่ใช่เพียง “เสนอ → ถาม → ตอบ” แต่คือ เสนอ → ถาม → เปรียบเทียบทางเลือก → ตัดสินใจ → ติดตาม → เรียนรู้ สภาที่ทำงานครบวงจรนี้จึงสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง
หนึ่งคะแนนคือความไว้วางใจให้ทำหน้าที่
ในการเลือกกรรมการสภาจากคณาจารย์ประจำ ผู้มีสิทธิมีสามคะแนน ผมจึงขอหนึ่งคะแนนให้คนที่พร้อมตั้งคำถาม พร้อมเสนอทางเลือก และพร้อมติดตามคำตอบ โดยทำหน้าที่อย่างอิสระและสะท้อนเสียงของคณาจารย์ผู้ปฏิบัติงานจริง
คะแนนนั้นไม่ควรเป็นเพียงการเลือกบุคคล แต่เป็นการเลือกวิธีทำงานของสภา—วิธีทำงานที่ไม่ปล่อยให้การรับทราบแทนที่ความรับผิดชอบ และไม่ปล่อยให้คำถามสำคัญจบลงพร้อมการประชุม