Foundation Cores × Dynamic Frontiers คือวิธีเปลี่ยน KU จากสาขาไปสู่โจทย์โลก
โจทย์สำคัญของมหาวิทยาลัยในวันนี้ไม่ใช่การมีสาขาเพิ่มขึ้น หรือมีรายการโครงการมากขึ้น แต่ว่าจะทำอย่างไรให้สิ่งที่มหาวิทยาลัยมีอยู่แล้วถูกเชื่อมจนกลายเป็นผลกระทบที่ใหญ่ขึ้น นี่คือแกนของแนวคิด KU Foundation Cores × Dynamic Frontiers
Foundation Cores คือฐานความแข็งแรงเดิมของ KU ทั้งเกษตร วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม สุขภาพ และสังคมศาสตร์ ส่วน Dynamic Frontiers คือโจทย์โลกที่เปลี่ยนเร็ว เช่น AI, Sustainability, Food & Bio, Digital Economy และ Policy คำถามจึงไม่ใช่เรามีอะไรเพิ่ม แต่คือเราจะปล่อยสองส่วนนี้แยกกัน หรือทำให้มันคูณกัน
ถ้า Foundation Cores กับ Dynamic Frontiers แยกกัน มหาวิทยาลัยก็อาจยังเก่งในสาขาเดิม แต่ความเก่งนั้นอาจไม่สร้างผลกระทบใหม่ในระดับที่โลกต้องการ แต่ถ้าสองส่วนนี้คูณกัน ความรู้เดิมจะถูกนำไปชนกับโจทย์จริง จนเกิดความสามารถใหม่ที่ไม่มีในสาขาใดสาขาหนึ่งลำพัง
คำว่า “คูณ” จึงสำคัญ เพราะไม่ได้หมายถึงการตั้งศูนย์ใหม่เต็มไปหมด แต่หมายถึงการเอาความแข็งแรงเดิมไปต่อกับโจทย์โลกจริงให้เกิด impact ที่ใหญ่ขึ้นในระบบ เป็นการเปลี่ยนจากมหาวิทยาลัยที่สอนตามสาขา ไปเป็นมหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนด้วยโจทย์ของโลก
ความสามารถใหม่เกิดจากการเชื่อม ไม่ใช่การวางสาขาไว้ข้างกัน
ตัวอย่าง autonomous vehicle ช่วยให้เห็นภาพชัด ถ้ามีแค่คอมพิวเตอร์ ระบบอาจรับรู้และตัดสินใจได้ แต่ควบคุมโลกจริงไม่ได้จริงจัง ถ้ามีแค่เครื่องกล รถอาจวิ่งได้ แต่ไม่รู้สถานการณ์รอบตัว เมื่อรวม sensor, AI, control system และวิศวกรรมเครื่องกล จึงเกิดระบบที่ขับเองได้จริงในโลกจริง
นี่ไม่ใช่ 1+1=2 แต่เป็นการสร้างcapability ใหม่ เช่น perception จาก AI ต้องผูกกับ dynamics ของรถและ control ที่ตอบสนองทัน ไม่เช่นนั้นแม้ตัดสินใจถูกก็ยังเกิดอุบัติเหตุได้ ความรู้จึงต้องถูกเชื่อมจนทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แค่ถูกวางไว้ใกล้กัน
เกษตรแม่นยำและการแพทย์คือภาพของ Foundation × Frontier ที่จับต้องได้
ในเกษตรแม่นยำ หากมีแต่นักเกษตร ก็รู้ว่าพืชต้องการอะไร แต่อาจควบคุมละเอียดระดับพื้นที่ไม่ได้ หากมีแต่ AI ก็วิเคราะห์ข้อมูลได้ แต่ไม่เข้าใจชีววิทยาพืช เมื่อรวม sensor, AI และความรู้เกษตร จึงจัดการน้ำ ปุ๋ย และการเพาะปลูกได้พอดีจุด เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างผลกระทบจากการเชื่อมความรู้จริง
ในทางการแพทย์ แพทย์วินิจฉัยได้ดี แต่ข้อมูลมหาศาลเกินกว่าจะดูทั้งหมด ขณะที่ AI เห็น pattern ได้ แต่ไม่เข้าใจบริบทของคนไข้ เมื่อ AI ช่วยคัดกรองและเตือนความเสี่ยง แล้วแพทย์ใช้ judgment ตัดสินใจสุดท้าย คุณภาพการรักษาจึงยกระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ต่อกันให้ติดภายใน ก่อนจะเป็น trusted partner ของประเทศ
มหาวิทยาลัยทำ MOU กับต่างประเทศได้เพราะรู้จักหาจุดร่วมเพื่อสร้างความร่วมมือและหาจุดต่างเพื่อสร้างความโดดเด่น คำถามคือ ทำไมมหาวิทยาลัยที่มีองค์ความรู้ครบแทบทุกมิติยังทำแบบเดียวกันภายในได้ไม่พอ เรามีของดีจำนวนมาก แต่ยังไม่ได้ถูกเชื่อมให้เกิดโจทย์ใหม่ แนวทางใหม่ และเป้าหมายใหม่อย่างเป็นระบบ
กระบวนการนี้ไม่ใช่เรื่องเสริม แต่เป็นสิ่งจำเป็น หาก KU จะเป็น trusted partner ในระดับระบบของประเทศ ในเรื่องที่ประเทศยังขาด คนยังไม่พอ และตลาดยังทำไม่ได้ในระยะสั้น มหาวิทยาลัยต้องทำในสิ่งที่เอกชนยังไม่ทำหรืออาจยังไม่ควรทำในช่วงแรก เพื่อสร้างขีดความสามารถให้ประเทศระยะยาว
คำถามสุดท้ายคือของดีของเราถูกใช้ถึงระดับสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือยัง
Strong Foundations × Dynamic Frontiers ไม่ใช่สโลแกน แต่คือวิธีคิดว่าจะทำให้ของที่ KU มีดีอยู่แล้วถูกใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้นได้อย่างไร ผ่านการร่วมกันตั้งโจทย์ที่ไม่มีสาขาใดแก้ได้ลำพัง และนำไปสู่งานวิจัยใหม่ รวมถึง new S-curve ของมหาวิทยาลัย
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า KU มีของดีหรือไม่ แต่คือเราจะทำให้ของดีเหล่านั้นถูกใช้ในระดับที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้หรือเปล่า หากไม่เชื่อมสิ่งที่มีให้เกิดผล มหาวิทยาลัยอาจค่อย ๆ อ่อนแอต่อการแข่งขันและถูกลืมไปโดยไม่มีใครตั้งใจจะลืม