Archive

Foundation Cores × Dynamic Frontiers คือวิธีเปลี่ยน KU จากสาขาไปสู่โจทย์โลก

ข้อเขียนนี้ขยายแนวคิดจากการนำเสนอวิสัยทัศน์อธิการบดีว่า KU ควรใช้ความแข็งแรงเดิมในฐานะ Foundation Cores เช่น เกษตร วิทยาศาสตร์ วิศวะ สุขภาพ และสังคมศาสตร์ ไปคูณกับ Dynamic Frontiers อย่าง AI, Sustainability, Food & Bio, Digital Economy และ Policy เพื่อสร้าง capability ใหม่และผลกระทบที่ใหญ่กว่าการทำงานแยกตามสาขา
หมวด: ยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย
วันที่โพสต์: 29 April 2026
ที่มา: Facebook post archive
university-strategy life-systems foundation-cores dynamic-frontiers interdisciplinary trusted-partner
Rewritten Post
มหาวิทยาลัยไม่ได้ขาดสาขา แต่ขาดการคูณความแข็งแรงเดิมเข้ากับโจทย์โลก
ภาพประกอบแนวคิด KU Foundation Cores คูณ Dynamic Frontiers
คลิกรูปเพื่อดูภาพขยายใหญ่

โจทย์สำคัญของมหาวิทยาลัยในวันนี้ไม่ใช่การมีสาขาเพิ่มขึ้น หรือมีรายการโครงการมากขึ้น แต่ว่าจะทำอย่างไรให้สิ่งที่มหาวิทยาลัยมีอยู่แล้วถูกเชื่อมจนกลายเป็นผลกระทบที่ใหญ่ขึ้น นี่คือแกนของแนวคิด KU Foundation Cores × Dynamic Frontiers

Foundation Cores คือฐานความแข็งแรงเดิมของ KU ทั้งเกษตร วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม สุขภาพ และสังคมศาสตร์ ส่วน Dynamic Frontiers คือโจทย์โลกที่เปลี่ยนเร็ว เช่น AI, Sustainability, Food & Bio, Digital Economy และ Policy คำถามจึงไม่ใช่เรามีอะไรเพิ่ม แต่คือเราจะปล่อยสองส่วนนี้แยกกัน หรือทำให้มันคูณกัน

ถ้า Foundation Cores กับ Dynamic Frontiers แยกกัน มหาวิทยาลัยก็อาจยังเก่งในสาขาเดิม แต่ความเก่งนั้นอาจไม่สร้างผลกระทบใหม่ในระดับที่โลกต้องการ แต่ถ้าสองส่วนนี้คูณกัน ความรู้เดิมจะถูกนำไปชนกับโจทย์จริง จนเกิดความสามารถใหม่ที่ไม่มีในสาขาใดสาขาหนึ่งลำพัง

คำว่า “คูณ” จึงสำคัญ เพราะไม่ได้หมายถึงการตั้งศูนย์ใหม่เต็มไปหมด แต่หมายถึงการเอาความแข็งแรงเดิมไปต่อกับโจทย์โลกจริงให้เกิด impact ที่ใหญ่ขึ้นในระบบ เป็นการเปลี่ยนจากมหาวิทยาลัยที่สอนตามสาขา ไปเป็นมหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนด้วยโจทย์ของโลก

ความสามารถใหม่เกิดจากการเชื่อม ไม่ใช่การวางสาขาไว้ข้างกัน

ตัวอย่าง autonomous vehicle ช่วยให้เห็นภาพชัด ถ้ามีแค่คอมพิวเตอร์ ระบบอาจรับรู้และตัดสินใจได้ แต่ควบคุมโลกจริงไม่ได้จริงจัง ถ้ามีแค่เครื่องกล รถอาจวิ่งได้ แต่ไม่รู้สถานการณ์รอบตัว เมื่อรวม sensor, AI, control system และวิศวกรรมเครื่องกล จึงเกิดระบบที่ขับเองได้จริงในโลกจริง

นี่ไม่ใช่ 1+1=2 แต่เป็นการสร้างcapability ใหม่ เช่น perception จาก AI ต้องผูกกับ dynamics ของรถและ control ที่ตอบสนองทัน ไม่เช่นนั้นแม้ตัดสินใจถูกก็ยังเกิดอุบัติเหตุได้ ความรู้จึงต้องถูกเชื่อมจนทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แค่ถูกวางไว้ใกล้กัน

เกษตรแม่นยำและการแพทย์คือภาพของ Foundation × Frontier ที่จับต้องได้

ในเกษตรแม่นยำ หากมีแต่นักเกษตร ก็รู้ว่าพืชต้องการอะไร แต่อาจควบคุมละเอียดระดับพื้นที่ไม่ได้ หากมีแต่ AI ก็วิเคราะห์ข้อมูลได้ แต่ไม่เข้าใจชีววิทยาพืช เมื่อรวม sensor, AI และความรู้เกษตร จึงจัดการน้ำ ปุ๋ย และการเพาะปลูกได้พอดีจุด เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างผลกระทบจากการเชื่อมความรู้จริง

ในทางการแพทย์ แพทย์วินิจฉัยได้ดี แต่ข้อมูลมหาศาลเกินกว่าจะดูทั้งหมด ขณะที่ AI เห็น pattern ได้ แต่ไม่เข้าใจบริบทของคนไข้ เมื่อ AI ช่วยคัดกรองและเตือนความเสี่ยง แล้วแพทย์ใช้ judgment ตัดสินใจสุดท้าย คุณภาพการรักษาจึงยกระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ต่อกันให้ติดภายใน ก่อนจะเป็น trusted partner ของประเทศ

มหาวิทยาลัยทำ MOU กับต่างประเทศได้เพราะรู้จักหาจุดร่วมเพื่อสร้างความร่วมมือและหาจุดต่างเพื่อสร้างความโดดเด่น คำถามคือ ทำไมมหาวิทยาลัยที่มีองค์ความรู้ครบแทบทุกมิติยังทำแบบเดียวกันภายในได้ไม่พอ เรามีของดีจำนวนมาก แต่ยังไม่ได้ถูกเชื่อมให้เกิดโจทย์ใหม่ แนวทางใหม่ และเป้าหมายใหม่อย่างเป็นระบบ

กระบวนการนี้ไม่ใช่เรื่องเสริม แต่เป็นสิ่งจำเป็น หาก KU จะเป็น trusted partner ในระดับระบบของประเทศ ในเรื่องที่ประเทศยังขาด คนยังไม่พอ และตลาดยังทำไม่ได้ในระยะสั้น มหาวิทยาลัยต้องทำในสิ่งที่เอกชนยังไม่ทำหรืออาจยังไม่ควรทำในช่วงแรก เพื่อสร้างขีดความสามารถให้ประเทศระยะยาว

คำถามสุดท้ายคือของดีของเราถูกใช้ถึงระดับสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือยัง

Strong Foundations × Dynamic Frontiers ไม่ใช่สโลแกน แต่คือวิธีคิดว่าจะทำให้ของที่ KU มีดีอยู่แล้วถูกใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้นได้อย่างไร ผ่านการร่วมกันตั้งโจทย์ที่ไม่มีสาขาใดแก้ได้ลำพัง และนำไปสู่งานวิจัยใหม่ รวมถึง new S-curve ของมหาวิทยาลัย

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า KU มีของดีหรือไม่ แต่คือเราจะทำให้ของดีเหล่านั้นถูกใช้ในระดับที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้หรือเปล่า หากไม่เชื่อมสิ่งที่มีให้เกิดผล มหาวิทยาลัยอาจค่อย ๆ อ่อนแอต่อการแข่งขันและถูกลืมไปโดยไม่มีใครตั้งใจจะลืม

Original
ลิงก์อ้างอิง:
f
Original Facebook Post
พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า รู้สึกมีความหวังที่ Kasetsart University 29 เมษายน เวลา 21:26 น. · กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย · แชร์กับ สาธารณะ เราจะเปลี่ยนมหาวิทยาลัยที่สอนตามสาขา เป็น มหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนด้วยโจทย์โลก KU Foundation Cores X Dynamics Frontiers --- วันนี้ ผมไปนำเสนอวิสัยทัศน์อธิการบดี เพียง 10 กว่านาที ก็พูดจบแล้ว แต่ยังอยากให้เห็นภาพมากกว่าเดิม จึงขอขยายสักหน่อย ผมอยากชวนมอง “วิธีคิด” มากกว่ารายการโครงการ มหาวิทยาลัยไม่ได้ขาดสาขา และก็ไม่ได้ขาดเรื่องให้ทำ สิ่งที่ขาดจริง ๆ คือ “การเชื่อม” ให้สิ่งที่เรามี กลายเป็นผลกระทบที่ใหญ่ขึ้น --- สไลด์นี้เลยตั้งใจให้เรียบง่าย ฐาน (Foundation Cores) คือสิ่งที่ KU แข็งแรงอยู่แล้ว ทั้งเกษตร วิทยาศาสตร์ วิศวะ สุขภาพ และสังคมศาสตร์ ส่วนปลายทาง (Dynamic Frontiers) คือโจทย์โลกที่กำลังเปลี่ยนเร็ว เช่น AI, Sustainability, Food & Bio, Digital Economy และ Policy คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเรามีอะไรเพิ่ม แต่คือเราจะทำสองส่วนนี้ “แยกกัน” หรือ “คูณกัน” ถ้าแยกกัน เราก็แค่เก่งในสาขาเดิม แต่ถ้าคูณกัน เราจะสร้างสิ่งใหม่ที่มีผลกระทบจริง ผมเลือกคำว่า “คูณ” เพราะมันไม่ใช่การตั้งศูนย์ใหม่เต็มไปหมด แต่คือการเอาความแข็งแรงเดิม ไปชนกับโจทย์โลกจริง ให้เกิด impact ที่ใหญ่ขึ้นในระบบ --- ตัวอย่างที่ชัดคือ autonomous vehicle ถ้ามีแค่คอมพิวเตอร์ มันรับรู้และตัดสินใจได้ แต่ควบคุมโลกจริงไม่ได้จริงจัง ถ้ามีแค่เครื่องกล รถวิ่งได้ แต่ไม่รู้สถานการณ์รอบตัว พอรวมกัน เซนเซอร์ + AI + ระบบควบคุม + วิศวกรรมเครื่องกล มันถึงกลายเป็นระบบที่ “ขับเองได้จริง” ในโลกจริง ซึ่งเป็นความสามารถใหม่ที่ไม่มีในสาขาใดสาขาหนึ่งลำพัง ประเด็นสำคัญคือมันไม่ใช่ 1+1=2 แต่เป็นการสร้าง capability ใหม่ เช่น perception จาก AI ต้องผูกกับ dynamics ของรถ และ control ที่ตอบสนองได้ทัน ไม่งั้นตัดสินใจถูกก็ยังเกิดอุบัติเหตุได้ --- อีกตัวอย่างคือเกษตรแม่นยำ ถ้ามีแต่นักเกษตร จะรู้ว่าพืชต้องการอะไร แต่ควบคุมละเอียดระดับพื้นที่ไม่ได้ ถ้ามีแต่ AI ก็วิเคราะห์ข้อมูลได้ แต่ไม่เข้าใจชีววิทยาพืช พอรวมกัน เซนเซอร์ + AI + ความรู้เกษตร มันทำให้จัดการน้ำ ปุ๋ย และการเพาะปลูกได้ “พอดีจุด” เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน ซึ่งเป็น impact ที่เกิดจากการเชื่อม ไม่ใช่การแยก --- หรือในทางการแพทย์ แพทย์อย่างเดียววินิจฉัยได้ดี แต่ข้อมูลมหาศาลเกินจะดูทั้งหมด ขณะที่ AI อย่างเดียวเห็น pattern แต่ไม่เข้าใจบริบทของคนไข้ เมื่อรวมกัน AI ช่วยคัดกรองและเตือนความเสี่ยง แพทย์ใช้ judgment ตัดสินใจสุดท้าย คุณภาพการรักษาจึงยกระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งหมดนี้คือการเปลี่ยนจาก “มหาวิทยาลัยตามสาขา” ไปเป็น “มหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนด้วยโจทย์ของโลก” ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ KU ทั้งด้าน SDGs ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต --- Strong Foundations × Dynamic Frontiers ไม่ใช่สโลแกน แต่คือวิธีคิดว่า ของที่เรามีดีอยู่แล้ว จะถูกใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้นได้อย่างไร และนั่นคือจุดที่มหาวิทยาลัยจะสร้างความต่างได้จริง สิ่งที่เราต้องทำ จริง ๆ ไม่ต่างจากเวลาเราไปทำ MOU กับต่างประเทศ คือหาจุดร่วมเพื่อสร้างความร่วมมือ และหาจุดต่างเพื่อสร้างความโดดเด่น ไม่ใช่แข่งกันเอง แต่ต้อง “ต่อกันให้ติด” แล้ว “ยกระดับร่วมกัน” --- คำถามคือ เราทำแบบนี้กับคนข้างนอกได้ แล้วทำไมเรายังทำกันภายในได้ไม่พอ เรามีองค์ความรู้ครบแทบทุกมิติ แต่ยังไม่ได้ถูกเชื่อมให้เกิดโจทย์ใหม่ แนวทางใหม่ และเป้าหมายใหม่อย่างเป็นระบบ เราควรคุยกันให้มากขึ้นในระดับที่ลึกกว่าเดิม ไม่ใช่แค่แลกข้อมูล แต่ต้องร่วมกัน “ตั้งโจทย์” ที่ไม่มีสาขาใดแก้ได้ลำพัง เพื่อให้เกิดงานวิจัยใหม่ และสิ่งที่เรียกว่า new S-curve ของมหาวิทยาลัย --- กระบวนการแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเสริม แต่เป็นสิ่งจำเป็น ถ้าเราจะเป็น trusted partner ในระดับระบบของประเทศ ในเรื่องที่ประเทศยังขาด คนยังไม่พอ และตลาดยังทำไม่ได้ในระยะสั้น มหาวิทยาลัยต้องทำในสิ่งที่เอกชนยังไม่ทำ และอาจจะไม่ควรทำในช่วงแรก เพื่อสร้างขีดความสามารถให้ประเทศในระยะยาว และทำให้พันธมิตรเห็นว่า KU ไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตบัณฑิต แต่เป็น “กลไกระดับระบบ” ที่ยังจำเป็น --- สุดท้ายแล้ว คำถามไม่ใช่ว่าเรามีของดีหรือไม่ แต่คือเราจะทำให้ของดีเหล่านั้น “ถูกใช้” ในระดับที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้หรือเปล่า หรือเราจะนิ่ง ๆ ไปเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งอ่อนแอต่อการแข่งขัน และค่อย ๆ ถูกลืมไปโดยไม่มีใครตั้งใจจะลืม ดูน้อยลง
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง