Archive

วาระสิ้นสุดลงได้ แต่คำถามบางคำถามยังควรถูกถามต่อไป

บันทึกส่งท้ายการทำหน้าที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยจากคณาจารย์ประจำ และภาพรวมของ 13 วาระเชิงนโยบายที่พยายามหว่านเมล็ดพันธุ์ไว้ในช่วงเปลี่ยนผ่านของมหาวิทยาลัย
หมวด: ธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย
วันที่โพสต์: 29 June 2026
ที่มา: Facebook post archive
university-council governance faculty-representation policy-agenda accountability institutional-change
Rewritten Post
การทำหน้าที่ในสภาไม่ควรวัดเพียงจำนวนครั้งที่เข้าประชุม แต่ควรวัดจากคำถามที่ทำให้มหาวิทยาลัยต้องคิดต่อ
รองศาสตราจารย์ ดร.พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า ถ่ายภาพกับนายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการประชุมสภาวาระปกติครั้งสุดท้ายของวาระ
ภาพที่ระลึกกับนายกสภามหาวิทยาลัย ในวันประชุมสภาวาระปกติครั้งสุดท้ายก่อนพ้นวาระ

วันที่ 29 มิถุนายน 2569 เป็นการประชุมสภามหาวิทยาลัยวาระปกติครั้งสุดท้ายของผม ก่อนหมดวาระกรรมการสภามหาวิทยาลัยประเภทคณาจารย์ประจำ โดยยังมีการประชุมพิเศษอีกครั้งในวันที่ 13 กรกฎาคมเพื่อส่งมอบตำแหน่งอธิการบดี

วาระของผมจึงครอบคลุมช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ ตั้งแต่การรักษาการอธิการบดี กระบวนการสรรหา การได้อธิการบดีคนใหม่ ไปจนถึงการส่งมอบงาน

13 วาระไม่ใช่รายการแยกส่วน แต่สะท้อนโจทย์มหาวิทยาลัย 5 ด้าน

ตลอดช่วงการทำหน้าที่ ผมเสนอวาระเชิงนโยบายต่อสภามหาวิทยาลัย 13 เรื่อง ทุกวาระถูกนำเข้าสู่การพิจารณา และหลายเรื่องได้รับการอภิปรายอย่างกว้างขวาง เมื่อจัดกลุ่มจะเห็นเสาหลักที่เชื่อมกันห้าด้าน

1. งบประมาณ ทรัพยากร และความคุ้มค่า

กลุ่มแรกตั้งคำถามว่าทรัพยากรของมหาวิทยาลัยถูกจัดสรรตามเป้าหมายหลักหรือไม่ ตั้งแต่การติดตามและประเมินผลงบประมาณ การทบทวนบทบาทของหน่วยงานกลางด้านการเรียนรู้ ไปจนถึงการปรับโครงสร้างงานสารสนเทศและงานวิชาการให้ประสานงานและใช้ทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพขึ้น

แกนของเรื่องไม่ใช่เพียงลดรายจ่าย แต่คือทำให้ทรัพยากรที่มีจำกัดสร้างคุณค่าทางวิชาการและผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ได้จริง

2. ภาควิชา อาจารย์ และฐานความเข้มแข็งทางวิชาการ

กลุ่มที่สองมองภาควิชาและอาจารย์เป็นฐานการผลิตคุณค่าของมหาวิทยาลัย จึงเสนอทั้งนโยบายสนับสนุนภาควิชาให้เติบโตตามจุดแข็ง การยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในอาชีพของอาจารย์ และการปรับโครงสร้างบริหารงานวิจัยให้บทบาทและการปฏิบัติงานชัดเจน

มหาวิทยาลัยไม่สามารถเข้มแข็งด้วยส่วนกลางเพียงลำพัง หากหน่วยวิชาการที่สอน สร้างคน และสร้างความรู้ไม่มีทรัพยากรหรือสภาพแวดล้อมที่ทำให้เติบโตได้

3. อนาคตการศึกษา AI และตลาดแรงงาน

กลุ่มที่สามมองออกไปข้างหน้า ทั้งการปรับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยในยุค AI และการแข่งขันระดับโลก และการลดช่องว่างระหว่างการผลิตบัณฑิตกับตลาดแรงงาน เพื่อให้การเรียนรู้เชื่อมกับความสามารถในการทำงานและการสร้างคุณค่าในโลกจริง

โจทย์นี้ไม่ควรถูกลดเหลือเพียงเพิ่มรายวิชา AI หรือปรับชื่อหลักสูตร แต่ต้องกลับไปถามว่ามหาวิทยาลัยกำลังสร้างคนแบบใด และระบบการเรียนรู้จะช่วยให้เขาปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

4. ระบบข้อมูล การรับฟังความคิดเห็น และการลงคะแนน

กลุ่มที่สี่เสนอให้มหาวิทยาลัยมีมาตรฐานสำหรับการรวบรวมความคิดเห็นและการลงคะแนน รวมทั้งพัฒนาการสรรหาและเลือกตั้งผ่านระบบออนไลน์โดยคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยและธรรมาภิบาล

ระบบดิจิทัลที่ใช้งานได้ไม่ได้แปลว่ากระบวนการน่าเชื่อถือโดยอัตโนมัติ ต้องตอบให้ได้ว่าใครมีสิทธิ์ ข้อมูลถูกปกป้องอย่างไร ตรวจสอบผลได้เพียงใด และผู้ให้ความคิดเห็นปลอดภัยจากแรงกดดันหรือการเปิดเผยตัวตนหรือไม่

5. ธรรมาภิบาล การสรรหา และการประเมินผู้บริหาร

กลุ่มสุดท้ายครอบคลุมหลักเกณฑ์กลางสำหรับการสรรหาผู้บริหารส่วนกลาง การลดความเสี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน กระบวนการประเมินผู้บริหารที่รักษาความลับของผู้ให้ความเห็น และกติกาการเปิดเผยและจัดการส่วนได้เสียตลอดกระบวนการเสนอชื่อ เห็นชอบ และแต่งตั้ง

นี่เป็นเรื่องที่ยังน่ากังวลที่สุด หลายปัญหามองเห็นได้ชัดว่าควรแก้ แต่การเปลี่ยนกติกาที่เกี่ยวข้องกับอำนาจ ความสัมพันธ์ และผลประโยชน์ในทางปฏิบัติไม่เคยง่าย

การนำเรื่องเข้าสู่สภาเป็นจุดเริ่ม ไม่ใช่หลักฐานว่าปัญหาถูกแก้แล้ว

บางวาระได้รับการอภิปรายยาวนาน บางเรื่องอาจยังไม่เริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรม การมีมติรับทราบหรือมอบหมายจึงไม่ควรเป็นจุดจบ ต้องมีผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา หลักฐานความก้าวหน้า และการติดตามว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริงหรือไม่

อย่างน้อย การเสนอวาระทำให้ปัญหาที่อาจเงียบอยู่ถูกบันทึกและได้รับพื้นที่ในกระบวนการทางการ เป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์ทางความคิดที่คนรุ่นต่อไปสามารถหยิบไปผลักดันต่อ

หน้าที่ของกรรมการจากคณาจารย์คือพูด ถาม และเสนออย่างตรงไปตรงมา

ผมพยายามทำหน้าที่ในแบบที่คิดว่ากรรมการสภาจากคณาจารย์ควรทำ คือพูดในเรื่องที่ควรพูด ตั้งคำถามในเรื่องที่ควรถาม และเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของมหาวิทยาลัยอย่างตรงไปตรงมา

วาระสิ้นสุดลงได้ แต่คำถามบางคำถามยังควรถูกถามต่อไป

บทความที่เกี่ยวข้อง สภาที่ทำให้เรื่องสำคัญไม่เงียบหายไป วิสัยทัศน์ต่อบทบาทของกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ตั้งคำถามบนข้อมูล หลักการ และการติดตามผล อ่านบทความ
Original
ลิงก์อ้างอิง:
f
บริบท
การประชุมสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วาระปกติครั้งสุดท้ายก่อนพ้นวาระกรรมการสภามหาวิทยาลัยประเภทคณาจารย์ประจำ
Original Facebook Post
พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า รู้สึกเบิกบานที่ Kasetsart University 29 มิถุนายน 2569 · กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย · แชร์กับ สาธารณะ วันนี้เป็นการประชุมสภามหาวิทยาลัยครั้งสุดท้ายของผม ก่อนหมดวาระกรรมการสภามหาวิทยาลัยประเภทคณาจารย์ประจำ จริง ๆ ก็ยังไม่ใช่ครั้งสุดท้ายเสียทีเดียว เพราะยังมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 13 ก.ค. ซึ่งเป็นวาระพิเศษในการส่งมอบตำแหน่งอธิการบดี และผมก็จะพ้นวาระในวันนั้น วาระของผมจึงอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ช่วงรักษาการอธิการบดี กระบวนการสรรหา จนถึงการได้อธิการบดีคนใหม่และการส่งมอบงาน วันนี้จึงเป็นการประชุมสภาวาระปกติครั้งสุดท้ายของผม จึงถือโอกาสขอถ่ายรูปกับนายกสภามหาวิทยาลัยไว้เป็นที่ระลึก ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมได้เสนอวาระเชิงนโยบายต่อสภามหาวิทยาลัยทั้งหมด 13 เรื่อง ซึ่งเมื่อจัดกลุ่มแล้ว จะเห็นประเด็นหลักที่ผมพยายามผลักดันดังนี้ –– 1. งบประมาณ ทรัพยากร และความคุ้มค่าในการบริหารมหาวิทยาลัย * การติดตามและประเมินผลการจัดสรรงบประมาณตามเป้าหมายหลักของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ * การทบทวนบทบาทและระบบจัดสรรทรัพยากรของหน่วยงานกลางด้านการจัดการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเชิงยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย * การปรับโครงสร้างการบริหารสารสนเทศและงานวิชาการ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการประสานงานและการใช้ทรัพยากร –– 2. ภาควิชา อาจารย์ และฐานความเข้มแข็งทางวิชาการ * แนวทางการกำหนดนโยบายเพื่อสนับสนุนภาควิชาให้เติบโตตามจุดแข็ง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของมหาวิทยาลัย * การยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในอาชีพของอาจารย์ เพื่อความยั่งยืนของมหาวิทยาลัย * การปรับโครงสร้างการบริหารงานวิจัยเพื่อความชัดเจนในการปฏิบัติงาน –– 3. อนาคตของการศึกษา AI และตลาดแรงงาน * การปรับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยในยุค AI และการแข่งขันระดับโลก * การกำหนดยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อลดช่องว่างระหว่างการผลิตบัณฑิตกับตลาดแรงงาน: “เรียนแล้วทำงานได้จริง ตรงกับตลาด” –– 4. ระบบข้อมูล การรับฟังความคิดเห็น และการลงคะแนนภายในมหาวิทยาลัย * แนวทางการกำหนดมาตรฐานกระบวนการรวบรวมความคิดเห็นและการลงคะแนนภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ * แนวทางพัฒนากระบวนการสรรหาและเลือกตั้งภายในมหาวิทยาลัยผ่านระบบออนไลน์ โดยคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยและธรรมาภิบาล –– 5. ธรรมาภิบาล การสรรหา และการประเมินผู้บริหาร * การกำหนดหลักเกณฑ์กลางเพื่อปรับปรุงโครงสร้างและกระบวนการสรรหาผู้บริหารส่วนกลางให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และลดความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อน * แนวทางการกำหนดกระบวนการประเมินผู้บริหารที่รับรองความลับและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลผู้ให้ความเห็น * การกำหนดหลักเกณฑ์การเปิดเผยและจัดการการมีส่วนได้เสียในกระบวนการสรรหา เสนอชื่อ ให้ความเห็นชอบ และแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งบริหารของมหาวิทยาลัย –– ทุกวาระได้รับการนำเข้าสู่การพิจารณาของสภา บางวาระมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางเป็นเวลานาน แม้บางประเด็นอาจยังไม่ได้เริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรม แต่อย่างน้อยก็ถือว่าได้หว่านเมล็ดพันธุ์ของความคิดไว้บ้าง และผมก็ถือว่าได้ทำหน้าที่ในการจุดประเด็นเพื่อให้เกิดการพัฒนาในมหาวิทยาลัย สิ่งที่ผมยังเห็นว่าน่ากังวลที่สุดคือเรื่องธรรมาภิบาล หลายเรื่องที่เห็นชัดว่าควรแก้ไขได้ แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็คงพอมองเห็นได้จากหัวข้อวาระที่ผมเสนอ อย่างน้อย ผมก็ได้พยายามทำหน้าที่ในแบบที่ผมคิดว่ากรรมการสภาจากคณาจารย์ควรทำ คือพูดในเรื่องที่ควรพูด ตั้งคำถามในเรื่องที่ควรถาม และเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของมหาวิทยาลัยอย่างตรงไปตรงมา วาระสิ้นสุดลงได้ แต่คำถามบางคำถามยังควรถูกถามต่อไป
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง